ก.เกษตรฯขยับตั้งศูนย์รับมือภัยพิบัติ บูรณาการทุกหน่วยสู้แล้ง-ภูมิรัฐศาสตร์ กรมชลประทานเผยเหลือน้ำในเขื่อน 46,799 ล้าน ลบ.ม. หรือ 61% สั่งเดินยุทธศาสตร์ 4 ด้าน “กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับพืช-เตือนภัย” ลดเสี่ยงเกษตรเสียหายทั้งระบบ
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ครั้งที่ 1/2569 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม โดยการประชุมดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการรับมือ “ภัยแล้ง-ความขัดแย้งโลก” ซึ่งอาจกระทบต่อทั้งการผลิตสินค้าเกษตรและค่าครองชีพของประชาชน โดยกระทรวงได้กำหนดมาตรการเร่งด่วน โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อม วางแผน และป้องกันผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ขณะที่ด้านสถานการณ์น้ำ กรมชลประทานรายงานว่า ปัจจุบันปรากฏการณ์ความผันแปรของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกแถบศูนย์สูตร (ENSO) ยังอยู่ในภาวะปกติ แต่มีแนวโน้มเข้าสู่ “เอลนีโญ” ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงก่อนฤดูเพาะปลูก ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงกลางเดือนเมษายน 2569 ปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติถึง 57% สะท้อนสัญญาณภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น แม้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้
โดยมีน้ำรวม 46,799 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 61% ของความจุรวม และมากกว่าปีก่อน 1,848 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่แนวโน้มฝนต่ำและการใช้น้ำเพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการใช้น้ำฤดูแล้งที่ใช้ไปแล้ว 30,213 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 90% ของแผน ทำให้ต้องเร่งบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เพียงพอถึงปลายฤดูแล้ง และสำรองน้ำสำหรับต้นฤดูฝน
ทั้งนี้ พื้นที่นอกเขตชลประทานยังคงเป็นจุดเสี่ยงหลัก โดยภาครัฐได้ระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำรวมกว่า 6,700 หน่วย ลงช่วยเหลือแล้ว 597 หน่วย ครอบคลุม 46 จังหวัด กรมชลประทานยังได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ การวางแผนบริหารน้ำล่วงหน้า 2 ปี เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในฤดูฝน ควบคุมและชะลอการระบายน้ำ และปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมกันนี้ ยังผลักดันมาตรการ 3R (Reduce/Reuse/Recycle) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในทุกภาคส่วน
ในเชิงนโยบาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ บริหารจัดการน้ำแบบหยดสุดท้าย เน้นน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก ปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเติมน้ำในพื้นที่เสี่ยง ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก ส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยและมีตลาดรองรับ ระบบเตือนภัยและเยียวยา ผ่านศูนย์ติดตามภัยพิบัติด้านการเกษตร
ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้หน่วยงานบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศร่วมกับหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและทรัพยากรน้ำ เพื่อวางแผนบริหารน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดทีมลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรปรับแผนเพาะปลูก ลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหาย และเตรียมมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯยืนยันว่า ทุกหน่วยงานมีความพร้อมปฏิบัติตามข้อสั่งการ โดยได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมยกระดับการสื่อสารไปยังเกษตรกร รวมถึงการให้บริการแบบ One Stop Service ผ่านแอปพลิเคชั่น “ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช” เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือ ทั้งนี้ กระทรวงจะเดินหน้าทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการเต็มรูปแบบ เพื่อประคับประคองภาคการเกษตรไทยให้ผ่านพ้นความเสี่ยงจากทั้งภัยแล้งและปัจจัยภายนอกในปี 2569 ไปได้อย่างมีเสถียรภาพ
ส่วนการเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2569 โดยเตรียมจัดสรรน้ำรวม 64.057 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น สนับสนุนภาคการเกษตร 23.885 ล้าน ลบ.ม. การอุปโภคบริโภค 19.688 ล้าน ลบ.ม. และอื่น ๆ รวมกว่า 20 ล้าน ลบ.ม.
พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีระบบโทรมาตรพยากรณ์น้ำและเตือนภัยร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำหลาก จำนวน 5 จุดในเขต ต.เมืองเพีย และ ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ และเขต ต.เชียงพิณ ต.เชียงยืน และ ต.หมูม่น อ.เมืองอุดรธานี ตลอดจนพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงสะพานด้านท้ายอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน (Emergency Spillway) ต.โคกสะอาด ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำหลากในปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 นี้ เพื่อให้ประชาชนใช้สัญจรได้อย่างปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: ตั้งวอร์รูมรับมือภัยแล้ง ระดมรถขนน้ำช่วย 46 จังหวัด
