“ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” โพสเปิดใจ ในวันที่ “ทักษิณ ชินวัตร” กำลังจะพ้นพันธนาการ ย้อนรอยยุคทองไทยรักไทยที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองไทยไปตลอดกาล ชี้ปมร้าว 2 ทศวรรษคือผลิตผลจากการ “ไม่ยอมหมอบ” ต่ออำนาจพิเศษ พร้อมส่งสัญญาณถึงฝ่ายประชาธิปไตยในวันที่สมรภูมิอำนาจซับซ้อน “เวลาจะอยู่ข้างเรา ก็ต่อเมื่อเราเรียนรู้ที่จะอยู่ข้างกัน”
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยตั้งแต่กลางปี 2547 เวลาล่วงแล้ว 22 ปี ผมเรียกนายกฯทักษิณว่า ท่าน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้
ไม่เคยมองหรือรู้สึกว่า ท่านเป็นผู้ถึงพร้อมสมบูรณ์แบบ เลิศลอยไร้รอยตะเข็บ ดีงามข้ามพ้นวังวนกิเลส ผมเห็นท่านเป็นมนุษย์ รัก โลภ โกรธ หลงดำรงอยู่ เป็นปุถุชนที่ทำถูกได้ผิดได้ และถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ ตามสถานะนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
สำหรับผม ช่วงเวลา 4 ปีของรัฐบาลทักษิณ (2544-2548) คือยุคสมัยที่องค์ประกอบของระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์ที่สุด ผลิดอกออกผลต่อประชาชนสูงสุด และเป็นสัญญาณบวกต่อพัฒนาการทางการเมืองของสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง รัฐบาลชุดนั้นมีเสถียรภาพทางการเมือง เป็นรัฐบาลผสมชุดแรกที่อยู่ครบเทอม และที่สำคัญคือ เป็นรัฐบาลชุดแรกที่นำนโยบายจากการหาเสียงเลือกตั้งมาเป็นนโยบายของรัฐบาล ผลักดันผ่านกลไกรัฐและความสามารถในการบริหาร เกิดผลจริงสู่ประชาชน เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองให้ทุกพรรคทุกรัฐบาลหลังจากนั้นต้องผลักดันนโยบาย แม้แต่รัฐบาลคณะรัฐประหารก็มีนโยบายมาขาย
ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลง 2475 ไม่มีช่วงเวลา 4 ปีของรัฐบาลใด ที่ประชาธิปไตยจะเบ่งบานถึงปากถึงท้องประชาชนเท่าห้วง 4 ปีที่ว่านี้ และในรอบ 94 ปีของประชาธิปไตยไทย
ถ้าให้ระบุชื่อนายกรัฐมนตรีที่มีผลงาน มีขีดความสามารถในการบริหารประเทศ แก้ปัญหา ฝ่าวิกฤติสูงที่สุด ผมจะเขียนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร
หลังการรัฐประหาร 2549 ทุกอย่างก็พังทลาย รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก รัฐบาลเลือกตั้งถูกโค่น ประชาชนถูกปล้นอำนาจอธิปไตย และสังคมไทยไม่เคยเฉียดใกล้ 4 ปีแรกของรัฐบาลทักษิณอีกเลย โอกาสที่เคยวนเวียนอยู่รอบตัวประชาชน กลายเป็นเรื่องห่างไกล กระท่อนกระแท่น ทุลักทุเล
ไม่ได้บอกว่าประเทศไทยจะไม่มีใครเก่งเท่าทักษิณได้อีกแล้ว เวลาผ่านไปกรุงศรีอยุธยาย่อมไม่ไร้ซึ่งคนดี แต่ผมหมายถึงสภาพการเมืองตลอด 20 ปีมานี้ เอาเก่งเอาดีมาจากไหนก็ไม่รอด
19 กันยายน 2549 รัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจ ผ่านไปเกือบ 20 ปีเต็ม ถูกจำขัง และ 11 พฤษภาคม 2569 กำลังจะออกจากเรือนจำ
มีประเด็นถกเถียงมากมายทั้งเรื่องหลักนิติธรรมในคดี การรับผิดรับโทษของทักษิณ และอีกหลายแง่มุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคงคัดง้างกันอีกนานสำหรับคนที่คิดเห็นต่างกัน แต่ในมุมผม นายกฯทักษิณไม่ควรติดคุกแม้แต่วันเดียว
ไม่ใช่เฉพาะทักษิณ แต่นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งคนใดก็ตาม ไม่ควรติดคุกเพราะอำนาจคณะรัฐประหาร เพราะคณะรัฐประหารในประเทศนี้ไม่เคยถูกดำเนินคดีและติดคุกแม้แต่รายเดียว เป็นเหตุให้ทำแล้วทำอีกและอาจจะทำต่อในอนาคต
คงมีคนแย้งว่าบ้านเมืองนี้มีรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้ง เพิ่งมีทักษิณกับยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯที่ถูกยึดอำนาจแล้วศาลตัดสินว่ามีความผิด ทำไมไม่ยอมรับ ?
ผมก็จะอธิบายว่าเราเคารพอำนาจตุลาการ ทักษิณเป็นจำเลยได้ แต่กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นไปโดยชอบ ไม่ถูกเจือสมโดยอำนาจเผด็จการ ไม่ตั้งฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมาเป็น คตส. ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน
ขณะที่ความแตกต่างซึ่งจะชี้ให้เห็นคือ รัฐประหารทุกครั้งที่ผ่านมา นายกฯที่ถูกยึดอำนาจจะหมอบ เมื่อหมอบแล้วเวลาผ่านไปสักพักก็จบ ชีวิตคืนสู่ภาวะปกติ มีที่พยายามสู้กลับ เช่นกลุ่มดร.ปรีดีคราวกบฎวังหลวง แต่ก็ไม่เคยกลับคืนสู่การเลือกตั้ง และไม่เคยหวนคืนอำนาจได้
ทักษิณจึงเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่สู้ และสู้ยืดเยื้อยาวนาน จนพรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ลงเลือกตั้ง และกลับเข้าสู่อำนาจด้วยชัยชนะถล่มทลาย
ตลอดเวลา 20 ปีมานี้คือช่วงเวลาของการต่อสู้ ซากเงาและเสาค้ำอำนาจเผด็จการที่ยังปรากฏอยู่ ล้วนมีเป้าหมายเพื่อสกัดหรือจัดการกับทักษิณ เช่น
การออกคำสั่งคณะรัฐประหารย้อนหลังเพื่อตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย การร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แก้กติกาเลือกตั้งเป็นเขตใหญ่ 3 คน บัญชีรายชื่อเป็นกลุ่มจังหวัด การชุมนุมยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน การตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร การปราบปรามคนเสื้อแดง การยึดอำนาจ 2557 รัฐธรรมนูญ 2560 ให้สว.โหวตนายกฯและวางกับดักไว้สารพัด
การใช้ระบบยุติธรรม 2 มาตรฐาน การขยายอำนาจขององค์กรอิสระทั้งที่เป็นโทษกับฝ่ายหนึ่ง หรือเป็นคุณกับอีกฝ่าย ขยายกันไปขยายกันมา จนอำนาจปปช.กับศาลรัฐธรรมนูญขบเหลี่ยมกันแล้วในวันนี้ และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนมีเป้าประสงค์ทางการเมืองอย่างเดียวกัน
ย้อนกลับไปถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 ถ้าทักษิณไม่สู้ พรรคไทยรักไทยโยนผ้ายอมแพ้ พับเพียบเรียบร้อย ไม่มีพลังประชาชน ไม่มีเพื่อไทย ไม่ร่วมเป็นส่วนสำคัญในการต่อสู้ของคนเสื้อแดง นานไปคดีคงหาย ไม่ต้องเวิ้งว้างอยู่ต่างแดนถึง 17 ปี และคงไม่ติดคุกในวันนี้
นายกฯทักษิณไม่ได้เริ่มต้นในฐานะนักต่อสู้ทางการเมือง แต่เป็นคนสู้คน สู้ชีวิต ล้มลุกคลุกคลานทำธุรกิจจนสำเร็จ แล้วพกพาความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ พร้อมฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงมาลงสนาม
เมื่อธรรมชาติวิถีไม่ใช่การต่อสู้ร่วมกับขบวนการใดๆ พอถึงสถานการณ์ที่หัวใจกำหนดว่าต้องสู้ จึงตัดสินใจถูกบ้างพลาดบ้าง ที่ผ่านมาบางเรื่องผมเห็นต่างก็ไม่ได้ร่วมด้วย บางช่วงเวลามีตึงๆ กันบ้าง แต่ผมยังเห็นว่าท่านเป็นผู้ถูกกระทำ และคนที่สู้มาจนบอบช้ำขนาดนี้ยังยืนอยู่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย
สมรภูมินี้มันยาก พลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่ง ล้ำลึก เกมอำนาจซับซ้อน มีคนมากมายล้มลงกลางทาง บ้างก็เลิกเสียกลางคัน ที่ยังสู้อยู่ก็อ่อนล้าโรยแรง พลังใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนผ่านการเคี่ยวกรำ ผมบอกไม่ได้ว่าใครสู้กว่าใคร ใครเจ็บกว่าใคร เพราะเงื่อนไขชีวิตแต่ละคนต่างกัน
นายกฯทักษิณออกมายังต้องใส่กำไล EM ไม่รู้ว่าที่รออยู่ข้างหน้าคืออะไร แต่ก็ถือว่าผ่านมาได้อีกเปลาะหนึ่ง และใครก็ตามที่ต่อสู้ทางการเมือง ถูกกระทำจากอำนาจเผด็จการในห้วงเวลาที่ผ่านมา ล้วนควรได้รับโอกาสแห่งอิสรภาพ
ตลอดเส้นทางที่ยาวไกล มีบทเรียนให้เก็บรับมากมาย บางคนถามว่าเวลาอยู่ข้างใครกันแน่ คำถามนี้ตอบยากเพราะทุกฝ่ายมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมง
เอาเป็นว่าสำหรับคนที่คิดเห็นในแนวทางประชาธิปไตย แม้จะเหมือนหรือต่างกันบ้างในบางมุม ผมว่าเวลาจะอยู่ข้างเราก็ต่อเมื่อเราเรียนรู้ที่จะอยู่ข้างกัน
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘ทักษิณ’ ในสายตา ‘เต้น-ณัฐวุฒิ’ บทเรียนการต่อสู้ และราคาที่ต้องจ่ายด้วยอิสรภาพ