สุริยะ รมว.เกษตรฯ ถกสำนักงบประมาณ จัดทำงบรายจ่ายปี 2570 ย้ำต้อง “แม่นยำ ตรงเป้า เกิดผลจริง” รับมือภาคเกษตรเจอต้นทุนพุ่ง-ภูมิอากาศแปรปรวน เดินหน้า 5 นโยบายหลัก “เกษตรนวัตกรรม” ชูเทคโนโลยี-AI ลดต้นทุน ปรับสูตรปุ๋ย 70:30 ดันตลาดนำการผลิต บริหารน้ำทั้งระบบ พร้อมผลักดัน “อาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ระดับหมู่บ้าน” เป็นกลไกแก้ปัญหาเร็วถึงพื้นที่
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวมัทนา เจริญศรี รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านจากปัจจัยภายนอก ทั้งต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรและภาคการผลิตของประเทศ
ดังนั้น การจัดสรรงบประมาณปี 2570 ต้องเป็นงบประมาณที่ “แม่นยำ ตรงเป้า และเกิดผลจริงกับเกษตรกรและภาคการเกษตรของไทย” โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ไปจนถึงปี 2570 ภายใต้แนวทาง “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย”
สำหรับนโยบายหลัก 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านแรก การยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยภาคเกษตรไทยต้องปรับจากเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แม่นยำ และลดต้นทุนให้เกษตรกร
ด้านที่สอง การเพิ่มรายได้เกษตรกร โดยนโยบายเร่งด่วนที่ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการ คือ การปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีต่อปุ๋ยชีวภาพเป็น 70:30 รวมถึงส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช เพื่อลดต้นทุนการผลิต
ขณะเดียวกัน เกษตรกรต้องปรับจากการผลิตและขายสินค้าขั้นปฐม ไปสู่การแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยกระทรวงเกษตรฯ ต้องสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรรองรับกฎกติกาการค้าโลกใหม่ ทั้งการเข้าเป็นสมาชิก OECD และการเข้าสู่ Green Economy ที่เข้มข้นขึ้น
นายสุริยะ กล่าวว่า ภาคเกษตรไทยมีสินค้าคุณภาพจำนวนมาก จึงต้องรักษามาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรอย่างแท้จริง
ด้านที่สาม การพัฒนาศักยภาพเกษตรกร โดยต้องยกระดับทั้ง Reskill และ Upskill ให้เกษตรกร ไม่ใช่เพียงผลิตได้ แต่ต้อง “ขายเป็น” ด้วย รวมถึงส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรจากรุ่นสู่รุ่น ยกระดับเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร และส่งเสริมการรวมกลุ่มให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร สหกรณ์ และสถาบันเกษตรกร
ด้านที่สี่ การขับเคลื่อนตลาดนำการผลิตอย่างจริงจัง โดยผลักดันความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ทำงานครบวงจร
ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะทำหน้าที่วางแผนการผลิต และผลักดันทูตเกษตรให้เจรจาหาตลาดใหม่ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะช่วยแสวงหาประเทศคู่ค้าและความต้องการสินค้าเกษตรใหม่ ๆ ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมและโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร จะเป็นกลไกดูดซับสินค้าเกษตรเข้าสู่ระบบการผลิตและแปรรูป
ด้านที่ห้า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบอย่างยั่งยืน โดยนายสุริยะระบุว่า น้ำเป็นปัจจัยสำคัญของภาคเกษตร และงบประมาณมากกว่า 60% ของกระทรวงเกษตรฯ มุ่งไปที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน รวมถึงการเตรียมรับมือภัยแล้งและอุทกภัยที่ทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้น
เมื่อมีน้ำเพื่อการเกษตรเพียงพอแล้ว สิ่งสำคัญคือการกระจายน้ำไปสู่แปลงเกษตรกรอย่างทั่วถึง ซึ่งกรมชลประทานต้องดำเนินการร่วมกับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีความแม่นยำและเกิดประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังเตรียมผลักดันนโยบาย “อาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ระดับหมู่บ้าน” ในปี 2570 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการดูแลภาคเกษตรระดับพื้นที่
นายสุริยะกล่าวว่า อาสาสมัครเกษตรและสหกรณ์ฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเกษตรในระดับหมู่บ้าน ช่วยขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ให้เข้มแข็งและแม่นยำมากขึ้น ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูล การสื่อสาร การแจ้งเตือนภัย การเฝ้าระวัง และการประสานงาน เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้รวดเร็ว ตรงจุด และทันต่อสถานการณ์
“งบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอขอ ถือเป็นการลงทุนที่สร้างความมั่นคงให้กับภาคการเกษตรของประเทศในระยะยาว เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดความเสี่ยง และยกระดับความสามารถการแข่งขันด้านการเกษตรของประเทศได้อย่างแท้จริง” นายสุริยะกล่าว
นายสุริยะกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมทำงานร่วมกับสำนักงบประมาณอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และมุ่งไปสู่เป้าหมายเกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรและประเทศไทย