“ปิยะรัฐชย์” นั่งหัวโต๊ะประชุม คพช. เร่งขับเคลื่อน Roadmap สหกรณ์ปี 2569 ชูแก้หนี้สมาชิก 3,100 ราย ยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ 3,640 แห่ง พัฒนาสหกรณ์สมรรถนะสูงต้นแบบ 200 แห่ง พร้อมสั่งปรับแอป-เว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย เชื่อมข้อมูลหน่วยงาน ดันนวัตกรรม อว.เสริมระบบสหกรณ์ไทยที่มีมูลค่าธุรกิจกว่า 2.53 ล้านล้านบาท
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ หรือ คพช. ครั้งที่ 1/2569 ครั้งที่ 92 ณ ห้องประชุม 134-135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบ Zoom Meeting เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสหกรณ์ของประเทศให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใส และยั่งยืน
การประชุมครั้งนี้มุ่งรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปกำหนดแนวทางดำเนินงานในระยะต่อไป โดยเน้นการมีส่วนร่วมและเปิดรับความคิดเห็นอย่างเต็มที่ พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันหารือเชิงลึก เพื่อหาจุดร่วมในการขับเคลื่อนงานสหกรณ์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเร่งพัฒนาการให้บริการข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัล โดยปรับปรุงแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย เข้าถึงสะดวก และตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น ภายใต้แนวคิด “ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง”
ขณะเดียวกัน ให้บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และผลักดันความร่วมมือด้านนวัตกรรมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานด้านสหกรณ์เสนอความต้องการและโจทย์นวัตกรรม เพื่อนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาปรับใช้และต่อยอดให้สอดคล้องกับพื้นที่
นางสาวปิยะรัฐชย์ย้ำว่า การพัฒนาภาคเกษตรและสหกรณ์จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายกระทรวง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของระบบสหกรณ์
ที่ประชุมได้รับทราบ Roadmap การขับเคลื่อนนโยบายและโครงการตามแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2566-2570 ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานในปีนี้
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถขับเคลื่อนโครงการได้แล้ว 45 จาก 52 โครงการ คิดเป็น 86.54% ขณะที่ปี 2569 จะมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพสหกรณ์ที่มีข้อจำกัดด้านศักยภาพ ผ่านการบริหารจัดการที่โปร่งใส การนำเทคโนโลยีมาช่วยตรวจสอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิกอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับกิจกรรมหลักในการขับเคลื่อนปี 2569 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การผลักดันแผนผ่านโครงการของหน่วยงาน โดยมีเป้าหมายสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 5,500 แห่ง การส่งเสริมจรรยาบรรณบุคลากรสหกรณ์ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 2,090 แห่ง
รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินและหนี้ครัวเรือนให้สมาชิก 3,100 ราย และการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ 3,640 แห่ง พร้อมพัฒนาสหกรณ์สมรรถนะสูงต้นแบบ 200 แห่ง เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบสหกรณ์ให้มีความสามารถแข่งขันมากขึ้น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการใน คพช. จำนวน 5 ราย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาพรวมการดำเนินงานของสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 9,044 แห่ง
ปัจจุบันมีสหกรณ์ภาคการเกษตร 2,992 แห่ง มีสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 11.76 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร 6.13 ล้านคน และมีมูลค่าธุรกิจรวมกว่า 2,530,265.29 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.47% ของ GDP
เมื่อพิจารณาโครงสร้างธุรกิจของสหกรณ์ พบว่า ธุรกิจสินเชื่อมีมูลค่าสูงสุด 1,485,732.22 ล้านบาท คิดเป็น 58.72% รองลงมาคือ ธุรกิจรับฝากเงิน มูลค่า 855,113.18 ล้านบาท คิดเป็น 33.80%
ส่วนธุรกิจอื่น ๆ ได้แก่ การรวบรวมผลผลิต การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย การแปรรูปผลผลิต และการให้บริการด้านการเกษตร มีสัดส่วนรองลงมาตามลำดับ สะท้อนบทบาทของสหกรณ์ที่ยังเป็นกลไกสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและสมาชิกเกษตรกรทั่วประเทศ
อีกทั้ง ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการรับรองความเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด
กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศทั้ง 5 แห่ง มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสหกรณ์ของประเทศ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจในภาพรวม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งและสามารถสนับสนุนสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น