กรมฝนหลวงฯ ปรับแผนรับมือภัยแล้ง หลังอุตุฯ ชี้สภาพอากาศมีแนวโน้มเข้าสู่เอลนีโญตั้งแต่ พ.ค. 2569 เป็นต้นไป ตั้ง 6 หน่วยปฏิบัติการครอบคลุม 5 ภูมิภาค เร่งเติมน้ำอ่างเก็บน้ำ-สร้างความชุ่มชื้นพื้นที่เกษตร เผย 2 เดือนปฏิบัติการ 446 เที่ยวบิน ช่วยพื้นที่เกษตร 33 จังหวัดกว่า 80.08 ล้านไร่ ขณะที่ชลประทานเผยจัดสรรน้ำฤดูแล้งตามแผน ใช้น้ำแล้ว 31,600 ล้าน ลบ.ม. เตรียมรับฤดูฝนปี 2569
นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากรายงานการเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญ/ลานีญา เดือนมีนาคม 2569 ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าสภาพอากาศปีนี้มีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะเอลนีโญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป และอาจต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2569
สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้สภาพอากาศร้อนจัด ปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ และสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้าง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้ปรับแผนการทำงาน และจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อเร่งเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ สร้างความชุ่มชื้นให้พื้นที่ป่าไม้และพื้นที่เกษตรทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย
ทั้งนี้ การดำเนินงานเป็นไปตามมาตรการเชิงรุกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเตรียมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ “กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับเปลี่ยน-เฝ้าระวัง” เพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้ได้มากที่สุด
นายราเชนกล่าวว่า กรมฝนหลวงฯ เริ่มปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ต้องการน้ำ และเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยผลการปฏิบัติการระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-30 เมษายน 2569 รวม 53 วัน จำนวน 446 เที่ยวบิน มีฝนตกจากการปฏิบัติการคิดเป็น 98.11%
การปฏิบัติการดังกล่าวช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรใน 33 จังหวัด เช่น เพชรบูรณ์ อุทัยธานี นครสวรรค์ กาญจนบุรี นครราชสีมา จันทบุรี สระแก้ว เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ตรัง ราชบุรี ระนอง และสงขลา โดยมีพื้นที่ได้รับประโยชน์จากฝนหลวง 80.08 ล้านไร่
นอกจากนี้ ยังสามารถเติมน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 12 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-ขนาดเล็ก 51 แห่ง มีปริมาณน้ำสะสมจากการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ลุ่มรับน้ำ 55.13 ล้านลูกบาศก์เมตร
จากแนวโน้มภัยแล้งและความเสี่ยงปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ กรมฝนหลวงฯ จึงปรับแผนการทำงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 6 หน่วย ครอบคลุม 5 ภูมิภาค ได้แก่
สำหรับภารกิจดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายลง ค่าคุณภาพอากาศปรับตัวดีขึ้นอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ดี และดีมาก
ผลการปฏิบัติการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2568-31 มีนาคม 2569 ปฏิบัติการ 115 วัน 677 เที่ยวบิน สามารถลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ให้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ได้ 105 วัน คิดเป็นความสำเร็จ 91%
พื้นที่ภาคเหนือ ปฏิบัติการระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์-30 เมษายน 2569 รวม 83 วัน 576 เที่ยวบิน สามารถลดค่าฝุ่นให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานได้ 48 วัน คิดเป็นความสำเร็จ 58%
ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปฏิบัติการระหว่างวันที่ 15 มกราคม-30 เมษายน 2569 รวม 42 วัน 124 เที่ยวบิน สามารถลดค่าฝุ่นให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานได้ 34 วัน คิดเป็นความสำเร็จ 81%
อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงฯ ยังคงตั้งหน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บ เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนองและพายุฤดูร้อน จำนวน 3 หน่วย ได้แก่ หน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บ จ.เชียงใหม่ จ.พิษณุโลก และ จ.ขอนแก่น
ขณะเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ Smart Water Operation Center (SWOC) กรมชลประทาน รายงานผลการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2568/69 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568-30 เมษายน 2569 ว่า การจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผน สามารถสนับสนุนการใช้น้ำได้อย่างเพียงพอ ทั้งด้านอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม
ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่า ฤดูแล้งที่ผ่านมา มีการใช้น้ำรวมกว่า 31,600 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 94% ของแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้ง สะท้อนการบริหารจัดการน้ำที่เป็นไปตามแผน ทำให้ช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคมนี้ยังมีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มมากขึ้น
ด้านการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 10 ล้านไร่ เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และผลผลิตเริ่มทยอยเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยกรมชลประทานแนะนำให้เกษตรกรที่จะเริ่มทำนาปี รอกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ และมีฝนตกชุกเพียงพอก่อน เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วง
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวม 45,357 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 59% ของความจุอ่างรวมกัน โดยยังมีพื้นที่ว่างเพียงพอรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้เตรียมพร้อมรับมือฤดูฝนปี 2569 ภายใต้มาตรการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. ที่เห็นชอบร่างมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 รวม 9 มาตรการ ครอบคลุมการคาดการณ์และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยง การทบทวนเกณฑ์บริหารจัดการน้ำ การเตรียมเครื่องจักรและบุคลากร การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ตลอดจนการติดตามประเมินผลและปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด
อ่านข่าวต้นฉบับ: ฝนหลวงตั้ง 6 หน่วยปฏิบัติการ รับมือเอลนีโญ เติมน้ำอ่าง-ช่วยเกษตร 5 ภูมิภาค
