จับตา ครม.ถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 5 พ.ค. หลังเงินงบฯ ปี’69 เหลือโอนไม่ถึง 2 หมื่นล้าน นายกฯ ยันพิจารณาเหตุผลความจำเป็นแล้ว วงในเผยคลังเตรียมปรับแผนบริหารหนี้ใหม่ ทยอยกู้ ป้องกันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% “เอกนิติ” วางกรอบอัดฉีด 2 แสนล้าน เยียวยาผลกระทบเศรษฐกิจ ทั้ง “ไทยช่วยไทย พลัส” รวมถึงมาตรการช่วยกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ ชง ครม.เศรษฐกิจ 11 พ.ค. พร้อมปรับเกณฑ์แจกอายุ 18 ปีขึ้นไป แจงไม่ให้ตั้งแต่ 16 ปี เหตุมุ่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบมากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 พ.ค.นี้จะเร่งนำพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินเข้าพิจารณา ส่วนกรอบวงเงินจะเป็น 4 แสนล้านบาทหรือไม่นั้นขอให้ผ่าน ครม.ก่อน โดยเมื่อวันที่ 30 เม.ย.มีประชุมเรื่องนี้ และที่ผ่านมามีการประชุมกันหลายรอบแล้ว โดยคิดถึงเหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ที่จะได้
ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจนัดแรก เนื่องจากวันจันทร์ที่ 4 พ.ค.เป็นวันหยุด จึงต้องเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า
“ไม่ได้มีอะไรตายตัวว่าจะต้องประชุม ครม.เศรษฐกิจทันที เราเพิ่งตั้งองค์ประกอบเสร็จ เดี๋ยวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง จะไปตั้งระเบียบวาระ ที่เป็นวาระประจำ และวาระอะไรที่จะต้องนำเข้า จริง ๆ เรียก ครม.เศรษฐกิจไม่ได้ เพราะคนที่เป็นกรรมการมีภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย อะไรต่าง ๆ ด้วย” นายอนุทิน กล่าว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งมีโครงการคนละครึ่งพลัสและมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ จะยังไม่นำเสนอ ครม.ในวันที่5 พ.ค.นี้ เนื่องจากต้องประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อน ซึ่งเดิมคาดว่าจะประชุมกันในวันที่ 4 พ.ค. แต่เป็นวันหยุดราชการ จึงอยู่ระหว่างรอนายกรัฐมนตรีกำหนดวันประชุมก่อน
“การประชุม ครม.ในวันที่ 5 พ.ค. คลังจะเสนอให้ ครม.มีมติเห็นชอบใน 2 เรื่อง คือ พ.ร.บ.โอนงบฯ ปี 2569 และการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ส่วนมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่มีโครงการคนละครึ่งพลัสรวมอยู่ด้วยนั้น จะเสนอให้ ครม.เศรษฐกิจและ ครม.ชุดใหญ่เห็นชอบในสัปดาห์ต่อไป”
สำหรับวงเงิน พ.ร.บ.โอนงบฯ อยู่ระหว่างการยืนยันตัวเลขที่แท้จริง หากเงินมีไม่เพียงพอจะใช้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งกรอบวงเงินกู้จะเป็น 4 แสนล้านบาท หรือ 5 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลัง ครม.เห็นชอบการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท นายเอกนิติจะประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 7 พ.ค. เพื่อเห็นชอบการปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจะต้องใส่วงเงินที่คาดว่าจะใช้ภายในปีงบประมาณนี้ (ก.ย. 2569) เข้าไปในแผน โดยจะไม่ใส่วงเงินทีเดียว 4 แสนล้านบาท เพื่อคุมไม่ให้หนี้สาธารณะเกินเพดาน 70% ของ GDP
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลกล่าวว่า การที่ออก พ.ร.ก.กู้เงินแค่ 4 แสนล้านบาท เพราะรัฐบาลคิดว่าจะกู้มาเท่าที่จะใช้จ่าย โดยเน้นนำมาใช้ในเรื่องการเยียวยาเป็นหลัก อาทิ คนละครึ่ง
ที่รัฐจะจ่ายเพิ่มเป็น 60% ประชาชนจ่าย 40%, การช่วยเหลือดอกเบี้ยคนละครึ่ง ที่แก้ปัญหาปุ๋ยขาด ปุ๋ยแพง เป็นต้น ซึ่งเงินทั้งหมดจะต้องถึงชาวบ้าน
“ตอนนี้สิ้นสุดช่วงเวลาส่วนราชการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณปี 2569 ที่จะออก พ.ร.บ.โอนเงินมาเป็นงบฯ กลางน่าจะได้เงินไม่ถึง 20,000 ล้านบาท ส่วนงบฯ กลางเหลืออยู่ราว 20,000 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบจากราคาพลังงานยังลากยาว จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเตรียมกระสุนไว้รับมือผลกระทบที่ยังยืดเยื้อ”
สำหรับวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่จะใช้ดูแลเศรษฐกิจจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง วางกรอบโดยแบ่งเป็นวงเงิน 2 แสนล้านในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับโครงการที่เป็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
“การใช้เงินช่วงแรกจะเน้นเรื่องเยียวยา อย่างโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะแจกคนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือนช่วง มิ.ย.-ก.ย.”
แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับการอนุมัติโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะต้องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจพิจารณาในวันที่ 11 พ.ค. แล้วจึงเสนอ ครม.เห็นชอบวันที่ 12 พ.ค.
โดยรายละเอียดการจ่ายช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน ผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัสคนละ 1,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน หลังผ่าน ครม.แล้วจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเดือน พ.ค.นี้ และคาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไป
“ส่วนคนละครึ่ง พลัส นอกจากปรับเงื่อนไขที่รัฐจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ยังจะมีการปรับเงื่อนไขคุณสมบัติ โดยให้สิทธิแก่ผู้อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จากเดิมให้ตั้งแต่อายุ 16 ปีบริบูรณ์ เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการทำโครงการเดิมมุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาประชาชนจากผลกระทบวิกฤตพลังงาน รัฐบาลจึงมุ่งเป้าไปเริ่มที่ประชาชนวัยทำงานตามกฎหมายเป็นสำคัญ”
ทั้งนี้ โครงการไทยช่วยไทย พลัส คาดว่าจะครอบคลุมประชาชน ทั้งในส่วนรับสิทธิคนละครึ่ง พลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมกันกว่า 40 ล้านคน โดยเป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐราว 13.4 ล้านคน และคนละครึ่ง พลัสอีกเกือบ 30 ล้านคน อย่างไรก็ดีเรื่องจำนวนสิทธิต้องรอทางกระทรวงการคลังสรุปรายละเอียดชัดเจนอีกที
ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า กนง.คาดว่าเศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัว 1.5% ถือว่าชะลอตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และในปี 2570 เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.0% จากคาดการณ์เดิม 2.3% สำหรับมาตรการดูแลเศรษฐกิจของภาครัฐ
เบื้องต้นคาดการณ์จากเม็ดเงิน 3 แสนล้านบาท คาดจะมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ราว 0.5-0.7%
“เรามองเม็ดเงินมาตรการขั้นต่ำ 3 แสนล้านบาท เพราะยังไม่รู้ว่าเม็ดเงินจริงจะออกมาเท่าไหร่ แต่ความเสี่ยงระยะข้างหน้ายังมีอยู่ จึงอาจจะทยอยออกเพื่อรักษา Fiscal Space (พื้นที่การคลัง) เพราะตัวเลขที่ออกมาตามข่าว4-5 แสนล้านบาท มีโอกาสชนเพดานหนี้สาธารณะ ดังนั้น จึงเร็วเกินไปที่จะประเมิน”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วงเงิน 2 แสนล้านบาทที่นายเอกนิติจะใช้ในการเยียวยาผลกระทบ นอกจากในส่วนของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ยังครอบคลุมอื่น ๆ ที่ ครม.ได้อนุมัติไปแล้ว
ได้แก่ การดูแลกลุ่มเปราะบาง ด้วยการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มวงเงินการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาทต่อเดือน/คน เป็น 400 บาท/เดือน/คนในเดือน พ.ค.
และในช่วงต่อไปจะดำเนินการผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส เติมเงินเพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย.), กลุ่มขนส่ง ทั้งกลุ่มรถบรรทุก และรถโดยสาร
รวมถึงกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ครม. อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือไปแล้วกว่า 1,600 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้บริการขนส่งสาธารณะ,
การช่วยเหลือภาคเกษตรกร แก้ปัญหาปุ๋ยขาด ปุ๋ยแพง ครม.อนุมัติโครงการสินเชื่อคนละครึ่งไปแล้ว ดำเนินการผ่าน ธ.ก.ส.โดยเตรียมวงเงินหมุนเวียนในระบบรวมกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดซื้อปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่จำเป็น
มาตรการเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประมง โดยส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 แทนน้ำมันเดิม ที่ราคาถูกกว่าดีเซลทั่วไป ช่วยลดต้นทุนการออกเรือ
ชดเชยค่า K ก่อสร้างให้กับกลุ่มคู่สัญญากับภาครัฐ รวมทั้งปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไขหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
และ มาตรการช่วยเหลือ SMEs ผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของธนาคารออมสิน วงเงิน 100,000 ล้านบาท
อ่านข่าวต้นฉบับ: อัดฉีด 2 แสนล้านเยียวยาวิกฤต ปรับเกณฑ์คนละครึ่งแจกอายุ 18 ขึ้นไป