“วิทัย” ผู้ว่า ธปท. มองสงครามตะวันออกลาง สร้างผลกระทบลักษณะ “Uneven” หรือ “ไม่เท่ากัน” หลังราคาน้ำมันพุ่งสร้างต้นทุนเพิ่มขึ้น แม้สงครามจบ ชี้ “กลุ่มเปราะบาง-ธุรกิจรายเล็ก” กระทบหนักสุด ความสามารถปรับตัวน้อยกว่า ยันเกาะติดสถานการณ์หนี้ใกล้ชิด พร้อมใช้มาตรการเฉพาะจุดเสริมทัพนโยบายการเงิน มองนโยบายการคลัง-มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความสำคัญประคองเศรษฐกิจ แนะนโยบายลงทุนหนุนเศรษฐกิจยั่งยืนกว่าแจกเงินเยียวยา ด้านดอกเบี้ย ย้ำเงินเฟ้อขึ้นชั่วคราว จากราคาน้ำมัน มองข้ามได้ สอดคล้องนโยบายธนาคารกลางทั่วโลก “รอดูสถานการณ์” พร้อมปรับตาม Data Dependent
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว โดยผลกระทบที่ชัดเจน คือ เงินเฟ้อสูงขึ้น ภาคธุรกิจและครัวเรือนเริ่มได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลกระทบในมิติหนี้และสภาพคล่อง
อย่างไรก็ดี ผลกระทบรอบนี้มีลักษณะ “ไม่เท่ากัน” หรือ Uneven โดยประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าจะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศส่งออก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่า และในประเทศก็จะมีผลกระทบไม่เท่ากันมากขึ้น
โดยผลกระทบจะแบ่งเป็น 1.กลุ่มเปราะบางรับผลกระทบมากสุด เพราะเมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น เช่น ดีเซลจาก 30 บาท เป็น 40 บาทต่อลิตร และราคาสินค้าอื่นเพิ่มตาม กลุ่มมีรายได้สูงยังรับมือได้ แต่กลุ่มรายได้ปานกลางรับผลกระทบมากขึ้น และกลุ่มรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบรายได้
2.ภาคธุรกิจมีลักษณะเดียวกัน โดยธุรกิจขนาดใหญ่มีความสามารถปรับตัวสูง มีสภาพคล่องและกันชนการเงินทำให้บริหารจัดการผลกระทบได้ดีกว่า ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีข้อจำกัดด้านการแข่งขัน นวัตกรรมและสภาพคล่อง จะได้รับผลกระทบมากกว่า ดังนั้น ผลกระทบ “ไม่เท่ากัน” ชัดเจนขึ้น
สำหรับภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่เป็นกลุ่มรับแรงกระแทกโดยตรงทั้งมิติต้นทุน สภาพคล่องและความสามารถในการดำรงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยไม่เพียงเท่านั้น ผลกระทบยังต่างกันตามอุตสาหกรรม โดยบางภาคส่วน เช่น ขนส่งและท่องเที่ยวได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะต้นทุนพลังงานและความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ ขณะที่บางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบน้อยกว่า
ดังนั้น ผลกระทบภายในประเทศยิ่งมีลักษณะ “ไม่เท่ากัน” ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะมิติรายได้และฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชน กลุ่มรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากสุด เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตสูงเมื่อเทียบรายได้ เช่น อาหาร การเดินทางและค่าขนส่ง จึงกระทบโดยตรงและรุนแรงกว่ากลุ่มรายได้สูงที่ยังรับมือได้
“ผลกระทบรอบนี้ มีลักษณะเรียกว่า“Uneven” หรือ “ไม่เท่ากัน” คนเปราะบางรับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น เอสเอ็มอีที่มีนวัตกรรมน้อย มีขีดความสามารถการแข่งขันจำกัด กำไรบาง สภาพคล่องน้อยก็รับผลกระทบเยอะ แล้วแต่รายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะมิติรายได้และฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชน กลุ่มรายได้น้อยได้รับผลกระทบมากสุด เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำรงชีวิตสูงเมื่อเทียบรายได้ เช่น อาหาร การเดินทางและค่าขนส่ง จึงกระทบโดยตรงและรุนแรงกว่ากลุ่มรายได้สูงที่ยังรับมือได้”
ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวแน่นอน จึงต้องการการกระตุ้นจากรัฐบาลมาช่วยเสริม ขณะที่เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นอยู่ระดับ 3-4% ก่อนลดลงช่วงปลายปี โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันอยู่ระดับสูงแม้สงครามยุติ แต่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤตทำให้เงินเฟ้อเจอแรงกดดันต่อเนื่อง และมีผลกระทบต่ออีก โดยเงินเฟ้อจะเริ่มลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงฐานสูง โดยเฉพาะช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.2570
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจ โดยต้องพิจารณารูปแบบรอบคอบว่าจะเป็นการโอนเงินเพื่อกระตุ้นระยะสั้น หรือการลงทุนเพื่อสร้างผลต่อเนื่องระยะยาว ซึ่งแต่ละแนวทางมีข้อดีต่างกัน การโอนเงินช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทันที แต่ผลจะหายไปในปีถัดไป ขณะที่การลงทุนแม้ส่งผลช้ากว่าแต่ยั่งยืนกว่า ดังนั้นภาครัฐอาจต้องช่างน้ำมันผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น”
นายวิทัยกล่าวต่อว่า สำหรับในมิติหนี้ ธปท.ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย หรือมาตรการอื่นเพื่อป้องกันหนี้เสีย รวมถึงใช้เครื่องมือเฉพาะจุด เช่น SMEs Credit Boostและ SMEs Secure+ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ธปท.มองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังไม่รุนแรงเท่าช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่รายได้ของหลายภาคส่วนหายไปเกือบหมด ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการขนาดใหญ่ทันที แต่เตรียมความพร้อมหากสถานการณ์แย่ลงก็สามารถออกมาตรการเพิ่มเติม เช่น มาตรการโอนทรัพย์ชำระหนี้ หรือพักทรัพย์ พักหนี้ (Asset Warehousing) มาตรการฟ้า-ส้ม เป็นต้น
“วันนี้พยายามประคองสถานการณ์ทั้งการชำระเงินไม่ให้เป็นหนี้เสีย ทั้งลดดอกลดต้น ซึ่งทั้งหมดจับตาใกล้ชิด”
อย่างไรก็ดี ช็อกเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็น “ช็อกจากฝั่งอุปทาน” (supply shock) นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือมีประสิทธิภาพสุด ไม่ใช่นโยบายการเงินที่เปรียบเสมือนเครื่องมือออกฤทธิ์กว้าง ซึ่งปัจจุบันต้องการช่วยเหลือมุ่งเป้ากลุ่มได้รับผลกระทบ เช่น ประชาชนฐานราก เอสเอ็มอี รายย่อย หรือภาคส่วนที่ใช้พลังงานสูง
ขณะที่นโยบายการเงินมีลักษณะเป็นเครื่องมือกว้างไม่สามารถเจาะจงได้ ดังนั้น มาตรการควรมีลักษณะ “เจาะจง” หรือ targeted มากขึ้น โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มรับผลกระทบสูง เช่น กลุ่มรายได้น้อย เอสเอ็มอี และธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง
ดังนั้น ในส่วนของรัฐบาลที่จะเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ธปท.มองว่า ควรให้ความสำคัญกับสัดส่วนการลงทุนมากกว่าการแจกเงินเยียวยาอย่างเดียวเพราะช่วยเพียงระยะสั้น และจะส่งผลเสียต่อจีดีพีในปีถัดไป เนื่องจากฐานสูงเกินจริง ขณะเดียวกัน การลงทุนจะสร้างการเติบโตต่อเนื่องและยั่งยืน
สำหรับธปท.ขยายบทบาทการดูแลเสถียรภาพ ไม่ใช่การดูแลเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ต้องดูแลให้เศรษฐกิจเติบโตระดับเหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินถูกใช้เพื่อดูแลเสถียรภาพด้านราคา แต่ทำควบคู่การดูแลเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อดูแลประชาชนและภาคธุรกิจมากขึ้นรวมทั้งปัจจุบัน ธปท.ไม่ใช้นโยบายดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่มีใช้มาตรการเฉพาะจุดที่เพิ่งประกาศและจะทยอยมีผลภายใน 3-6 เดือน เช่น SMEs Credit Boost เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือยามจำเป็น คือ เงินที่นำมาชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) โดยลดเงินสมทบจาก 0.46% เหลือ 0.23% เป็นเครื่องมือกระทบวงกว้างและรุนแรงที่ลดต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ทันที ดังนั้น พร้อมทำเพิ่มเติมหากจำเป็น
“ในฝั่งการเงินปัจจุบันเครื่องมือการดูแลปัญหาถูกพัฒนาขึ้นมาก ซึ่งที่ผ่านมาใช้นโยบายการเงินตัวเดียวดูแลเสถียรภาพ เศรษฐกิจมหาภาค และเงินเฟ้อ”
ขณะที่นโยบายการเงิน จะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ระดับต่ำ 1.00% ต่อปี ต่ำสุดอันดับ3 ของโลก รองเพียงสวิตเซอร์แลนด์ และญี่ปุ่น โดยนโยบายการเงินหรือดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลางทั่วโลกประเมินไปทิศทางเดียวกัน คือ Wait and see ชะลอดูสถานการณ์หรือคงอัตราดอกเบี้ย แล้ว Look Through หรือการมองผ่านความผันผวนชั่วคราว
สำหรับเงินเฟ้อรอบนี้มีสาเหตุหลักจาก Supply-side ที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น จึงไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อล้นตลาด (Demand-side) การเร่งขึ้นดอกเบี้ยจึงไม่มีประโยชน์ เพราะจะทำลายความต้องการซื้อและจะทำให้ราคาสินทรัพย์ไม่ลดลง และอาจส่งผลร้ายทำลายเศรษฐกิจ
ดังนั้น หากประเมินตามนี้ที่ธนาคารกลางทั่วโลกประเมิน คือ เงินเฟ้อขึ้น แล้วมีโอกาสลง คือ 1.ไม่อยู่ยาว 2.ไม่มีผลต่ออย่างอื่นๆ หรือทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น คนไม่ได้คิดอย่างนั้น 3.เวลาลดดอกเบี้ยหรือขึ้นดอกเบี้ยผลของมันมี Time Lag ในการส่งผลกระทบยาวถึง 6-12 เดือน ซึ่งหากมีการขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้ กว่านโยบายจะเริ่มทำงาน 10-12 เดือน ตอนนั้นเงินเฟ้อลงแล้ว แปลว่าผลตรงนี้อาจไปทำลายดีมานด์ ไม่เกิดประโยชน์
ดังนั้น ธปท.รอบนี้จะใช้การมองข้าม (Look Through) ขณะเดียวกัน ปัจจุบันไม่ควรลดอัตราดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่หากปี 2569-2570 เศรษฐกิจมีปัญหาหนักทุกอย่างจะขึ้นกับ Data Dependent
“ลักษณะเงินเฟ้อตอนนี้ คือ ขึ้นแล้วลง จากราคาน้ำมันที่ขึ้นจาก 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไป100 ดอลลาร์ หากเงินเฟ้อจะขึ้นต่อ ราคาน้ำมันปีหน้าต้องไป 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และต้องไปเรื่อย ๆ โอกาสแบบนี้ยากไม่ง่าย แต่ก็ต้องตามดูต่อไป ทุกอย่างจะขึ้นกับ Data Dependent ซึ่งนโยบายการเงิน นโยบายเฉพาะจุดพร้อมขยับตามทันที”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ผู้ว่า ธปท. ชี้สงครามสร้างผลกระทบไม่เท่ากัน กลุ่ม ‘เปราะบาง-SMEs’ อ่วมสุด