เทคโนโลยี AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้ในระดับผู้บริโภค หรือบริการดิจิทัลอีกต่อไป แต่ยังขยายบทบาทสู่โรงงาน ห้องปฏิบัติการ และงานวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกระบวนการออกแบบ พัฒนา และผลิตสินค้าให้มีประสิทธิภาพทุกขั้นตอน
สำหรับประเทศ “ไทย” ที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเทคโนโลยีอัจฉริยะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนาน AI จะเป็นโอกาสในการยกระดับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ที่สั่งสมมาตลอดหลายทศวรรษ และต่อยอดไปสู่การเติบโตในอนาคต
“ชารอน โทห์” รองประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใต้ “ดาสโซลท์ ซิสเทเมส” (Dassault Systèmes) ผู้ให้บริการด้านการออกแบบ 3 มิติ และเทคโนโลยี Virtual Twin กล่าวว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา บริษัทให้บริการแก่อุตสาหกรรมหลากหลาย ตั้งแต่การผลิต ยานยนต์ และการบินอวกาศ ไปจนถึงวิทยาศาสตร์การแพทย์ โครงสร้างพื้นฐาน และสินค้าอุปโภคบริโภค
มีโซลูชั่นหลัก คือ SOLIDWORKS ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 44% ของ New Commercial CAD ทั่วโลก ขณะเดียวกันยังทำงานร่วมกับสตาร์ตอัพกว่า 25,000 แห่ง และหน่วยบ่มเพาะธุรกิจอีกกว่า 475 รายทั่วโลก สามารถสร้างรายได้มากกว่า 1.1 พันล้านยูโร (ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท)
ปัจจุบัน Dassault Systèmes กำลังต่อยอดรูปแบบการทำงานใหม่ที่เรียกว่า 3D UNIV+RSES ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมเสมือนจริงแบบ 3 มิติที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานร่วมกัน มนุษย์และ AI สามารถประสานการทำงานแบบเรียลไทม์ ร่วมกันคิด ออกแบบ จำลอง ทดลอง และตรวจสอบนวัตกรรมได้อย่างครบวงจร ก่อนที่จะมีการสร้างหรือผลิตจริง ช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความแม่นยำ และเร่งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดยการทำงานบน 3DEXPERIENCE หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการออกแบบ วิศวกรรม และบริหารจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ จะเกิดขึ้นเกิดขึ้นผ่านผู้ช่วยดิจิทัลอัจฉริยะ (AI-powered Virtual Companions) 3 ตัว ได้แก่
1.Aura มุ่งเน้นการจัดการความรู้ เชื่อมโยงบริบทต่าง ๆ ในข้อกำหนด โปรแกรม และจัดการการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรมที่ซับซ้อน สำหรับผู้ผลิตไทยที่ดำเนินงานตามมาตรฐานสากล Aura ช่วยรักษาความสอดคล้องระหว่างทีมและการตรวจสอบข้อกำหนดต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
2.Leo จัดการกับความท้าทายด้านวิศวกรรมหลายสาขาตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการผลิต ช่วยเหลือทีมงานในการประเมินข้อแลกเปลี่ยนระหว่างวิศวกรรมเครื่องกล ไฟฟ้า และระบบ ในขณะที่ไทยกำลังเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการผลิตอัจฉริยะ การแก้ปัญหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Leo ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดวงจรการพัฒนา และรักษามาตรฐานคุณภาพระดับโลก
3.Marie นำเสนอความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์เชิงลึกที่มีพื้นฐานจากวัสดุศาสตร์ เคมี สูตรทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ Marie มีความเชี่ยวชาญด้านปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนและการสำรวจสมมติฐาน เพื่อช่วยให้เกิดนวัตกรรมในระดับโมเลกุลและวัสดุ
“ชารอน” พูดถึงการทำตลาดใน “ไทย” ว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในภูมิภาคอาเซียน และเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกรองจากออสเตรเลีย โดยปัจจัยที่ส่งเสริมให้เติบโต คือการเป็นจุดหมายปลายทางที่นักลงทุนให้ความสนใจ เนื่องจากแรงงานมีความขยันและมีความคิดสร้างสรรค์สูง รวมถึงภาครัฐยังมีนโยบายสนับสนุน โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC
“การทำตลาดในไทยยังเป็นแบบ Indirect หรือใช้พาร์ตเนอร์ท้องถิ่นกว่า 70% เพราะเขามีความเข้าใจบริบททางธุรกิจและสภาพแวดล้อมในไทยดีที่สุด รวมถึงสามารถให้การสนับสนุนลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด”
ในฝั่งของอุตสาหกรรมหลักที่ใช้โซลูชั่นของ Dassault Systèmes อยู่แล้ว คือยานยนต์และการคมนาคม ถือเป็นกลุ่มลูกค้าที่ใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะในส่วนซัพพลายเชนของบริษัท OEM สัญชาติญี่ปุ่น และเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักเป็นบริษัทลงทุนจากสหรัฐอเมริกา
ขณะที่อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการทำตลาด เช่น การก่อสร้าง เพื่อลดข้อผิดพลาดในการออกแบบ ซึ่งมักนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่บานปลายและโครงการล่าช้า พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ ต้องใช้การจำลองสถานการณ์ (Simulation) ที่มีความแม่นยำสูงเนื่องจากมีความเสี่ยงอันตราย และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่กำลังเริ่มเติบโต
ล่าสุด Dassault Systèmes ประกาศความร่วมมือกับ Groupe Rocher บริษัทเครื่องสำอางจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักในไทยผ่านแบรนด์อีฟ โรเช (Yves Rocher) และซาบอน (Sabon) เพื่อยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา ด้วยการนำเทคโนโลยี Virtual Twins หรือแบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริงมาใช้
โดยทีมวิจัยของ Dassault Systèmes จะพัฒนาแบบจำลองของสารออกฤทธิ์เฉพาะของ Groupe Rocher รวมถึงแบบจำลองผิวภายใต้ Virtual Twin as a Service บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ทาง Groupe Rocher จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากปฏิสัมพันธ์ของสาร ทดสอบการซึมผ่านของผิว และจำลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสูตรผลิตภัณฑ์ได้ตั้งแต่ระยะแรกของการพัฒนา
ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความเชี่ยวชาญของงานวิจัยและพัฒนา ช่วยลดจำนวนการทดลองลง 20% และช่วยย่นระยะเวลาการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
“นอกจากขยายตลาดไปยังอุตสาหกรรมใหม่ ๆ แล้ว อีกแนวทางที่เราจะให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือการพัฒนาโซลูชั่นในรูปแบบ SaaS (Software as a Service) หรือจ่ายตามการใช้งานจริง เพื่อให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูงได้ง่ายขึ้น จากที่แต่ก่อนต้องซื้อไลเซนส์ราคาสูงเท่านั้น”
อ่านข่าวต้นฉบับ: Dassault Systèmes ยกระดับ Virtual Twin ด้วย AI หนุน ‘ไทย’ สู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ
