เอกนิติ ชี้ความจำเป็นต้องกู้ 4 แสนล้าน เอฟเฟ็กต์ตะวันออกกลางส่งผลรุนแรงและรวดเร็ว ไม่ทีเดียวแล้วจบเหมือนโควิด-19 ต้องเร่งกู้ไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ย้ำชัดยึดวินัยการเงินการคลัง ไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ 70% ต่อจีดีพี การันตี คนละครึ่งพลัส ดีเดย์ 1 มิ.ย.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงเหตุผลและความจำเป็นในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตโลกที่กระทบปากท้องประชาชน ที่กระทรวงการคลังเสนอให้ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะเราต้องการแก้วิกฤตปากท้องประชาชน มีความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งความจำเป็นจากวิกฤตตะวันออกกลางและกระทบทั้งโลก มีทั้งความรุนแรง มีความรวดเร็วและเป็นระลอก
ความรุนแรงมาจากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันสูงขึ้นทั้งโลก ส่วนความรวดเร็วคือ พอราคาน้ำมันสูงจะกระทบคนทันที โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางสูง ถูกกระทบทันทีรวดเร็ว และมาเป็นระลอก ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ต่างจากอดีตที่มารวดเร็วและทีเดียวจบ เช่น โควิด-19
“แต่ครั้งนี้มาเป็นระลอก ระลอกแรกคือวิกฤตสงคราม ระลอกที่สองคือวิกฤตราคาน้ำมันสูง ระลอกที่สามคือ วิกฤตต้นทุนจะสูงขึ้น วิกฤตรอบที่สี่คือวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ และวิกฤตรอบที่ห้า กำลังซื้อจะหด ถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปจะยิ่งแก้ไขยาก จึงเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อจะแก้ปัญหาวิกฤตปากท้อง“ นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงินจะมีประมาณ 11 มาตรา และวัตถุประสงค์การออก พ.ร.ก.มี 2 เรื่อง คือแก้วิกฤตปากท้องของประชาชน บรรเทาผลกระทบประชาชน และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวที่ได้รับผลกระทบมาก เพราะไม่มีกำลังในการรับมือผลกระทบเหมือนกับกลุ่มอื่น
อีกส่วนหนึ่งคือ จะแปลงวิกฤตเป็นโอกาส เพราะประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันสูงจึงได้รับผลกระทบแรง และยังไม่รู้สถานการณ์จะจบเมื่อไหร่ ดังนั้น จะต้องลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน พลังงานสะอาดมากขึ้น นำประชาชนไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ และเตรียมพร้อมในโลกยุคใหม่ที่น้ำมันแพงอาจจะยังคงอยู่ต่อไป ถ้าไม่ปรับตัววิกฤตนี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และแก้ไขได้ยาก
นายเอกนิติกล่าวต่อว่า สำหรับวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพราะเราต้องการยึดหลักวินัยการเงินการคลัง โดยกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วว่าวงเงิน 4 แสนล้านบาทเพียงพอที่จะเยียวยา บรรเทาผลกระทบ และลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน ส่วนอีก 2 แสนล้านบาท ก็ยังใช้บรรเทาผลกระทบประชาชน โดยเป็นการช่วยเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดความเปราะบางในอนาคต เพราะไม่รู้ว่าวิกฤตจะยาวนานเท่าไหร่
“พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ 70% ต่อจีดีพี เป็นการเน้นย้ำเรื่องวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องการแก้วิกฤตปากท้องของประชาชน และแก้ปัญหาไม่ให้ลุกลามทำให้วิกฤตซ้ำซ้อน วิกฤตซ้อนวิกฤต มีทั้งวิกฤตเงินเฟ้อและกำลังซื้อหด ซึ่งจะยิ่งแก้ยากถ้าปล่อยไปตามครรลองโดยไม่เข้าไปแก้ไขก่อน จึงเป็นเหตุผลในการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว“ นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า ส่วนการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น เป็นการกู้จากในประเทศทั้งหมด ดังนั้น จะไม่มีปัจจัยความเสี่ยงด้านอัตราแลกเงิน และได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไทยยังมีสภาพคล่องส่วนเกินในประเทศสูงมาก มีเกิน 1 ล้านล้านบาท ดังนั้น การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถือว่าสบายมาก และดอกเบี้ยขณะนี้ต่ำมาก ดังนั้น ต้นทุนในการกู้เงินจึงถูกมาก
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับขั้นตอนหลังจาก ครม.อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว เมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14 พฤษภาคม หลังจากนั้นภายใต้อำนาจของ พ.ร.ก.จะมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องเสนอโครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ บรรเทาผลกระทบประชาชน และเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
วัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่กว้างเหมือนฉบับอื่น จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน เพื่อจะช่วยเหลือประชาชนให้ชัดเจน เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง ปลัดกระทรวงการคลังจะพิจารณากลั่นกรองเพื่อนำเสนอ ครม.ต่อไป โดยหน่วยงานรับงบประมาณจะต้องนำเสนอโครงการภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 และสามารถใช้เงินกู้ได้ถึง 30 กันยายน 2570 เพื่อให้โครงการอยู่ในช่วงวิกฤต
นายเอกนิติยังชี้แจงกรณีที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า ในส่วน 2 แสนล้านบาท ที่นำมาเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้นไม่ใช่ความจำเป็นเร่งด่วนว่า วันนี้กระทรวงการคลังพิจารณาจากเม็ดเงินทุกส่วน ทั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่ ซึ่งปัจจุบันมีไม่เพียงพอ โดยรวบรวมมาได้ไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท
หากไปใช้งบประมาณในส่วนงบฯกลาง มีเหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาทเศษ ๆ ซึ่งจะต้องนำไปใช้เตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตด้านอื่น ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ต้องรอใช้เดือนตุลาคม ซึ่งไม่สามารถใช้ทันได้ นี่คือผลความจำเป็นเร่งด่วน และน่าจะเพียงพอ
ส่วนเงิน 2 แสนล้านบาทที่นำมาเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น จะเป็นการข่วยลดภาระด้านพลังงานของกลุ่มเปราะบางด้วย ขณะเดียวกันก็ลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศ ซึ่งประเทศไทยพึ่งพาอันดับต้น ๆ ของเอเชีย อยู่ที่ 7-8% ต่อจีดีพี
นายเอกนิติกล่าวถึงความชัดเจนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ คนละครึ่งพลัสจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เมื่อใดว่า เป็นหนึ่งในโครงการที่หน่วยงานราชการนำเสนอได้ ซึ่งจะต้องผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยจะมีการประชุมในวันที่ 14 พฤษภาคม
ตามนโยบายที่นายกฯ ประกาศไป โครงการคนละครึ่งพลัสจะต้องมีการพิจารณาที่มาของงบประมาณ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการตัดลดงบประมาณจากส่วนต่าง ๆ รวมถึงเงินที่ใช้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ตนจะนำไปพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้ ยืนยันว่า โครงการมีแน่ ซึ่งตามแผนตั้งใจจะเริ่ม 1 มิถุนายน
นายเอกนิติยังขอบคุณทุกความเห็น ทั้งนักวิชาการ ฝ่ายค้าน เราได้นำทุกประเด็นมาคำนึงถึง จะเห็นว่าข่าวที่ปรากฏในตอนแรกจะมีการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ผมได้นำมาทบทวนและได้ตัดสินใจนำเสนอ ครม. กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อไม่ให้เกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งเป้าไว้
และได้อธิบายให้บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง โดยสิ่งสำคัญเขาไม่ได้ติดขัดเรื่องการกู้เงิน แต่กู้เอาไปทำอะไร วันนี้กู้เพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชน และเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะเราต้องการช่วยประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดพึ่งพาน้ำมันก๊าซธรรมชาติที่เราต้องนำเข้าด้วย ซึ่งช่วยลดภาระของประเทศในอนาคต ดังนั้น เรารอไปไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าวิกฤตนี้จะจบเมื่อไหร่
อ่านข่าวต้นฉบับ: เอกนิติ ชี้ไทยเผชิญวิกฤต 5 ระลอก เร่งกู้เงิน 4 แสนล้าน การันตีคนละครึ่งพลัส 1 มิ.ย.