คอลัมน์ : Politics policy people forum
แลนด์บริดจ์เป็น “เมกะโปรเจ็กต์” ใหญ่ เม็ดเงินลงทุนเฉียด 1 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลอนุทิน 2 ประกาศเดินหน้า โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 28 เมษายน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทยมอบหมายให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคมไป “อัพเดต” ผลศึกษาความเป็นไปได้ “โครงการแลนด์บริดจ์” ให้เป็นปัจจุบัน ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง
แม้ที่ผ่านมา “โครงการแลนด์บริดจ์” จะถูกขับเคลื่อนจริงจัง ภายใต้รัฐบาลเพื่อไทยที่คุมอำนาจการบริหารประเทศ 2 ปี ภายใต้นายกรัฐมนตรี 2 คน เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร
แต่หากลงลึกในรายละเอียด “โครงการแลนด์บริดจ์” มีจุดตั้งต้นภายหลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรัฐบาลประยุทธ์ 1 ต้องการยกเศรษฐกิจภาคใต้ ด้วยการวางแผนพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน (SEC) คล้ายกับพื้นที่ EEC ของฝั่งตะวันออก
แต่หลังการเลือกตั้งปี 2562 รัฐบาลประยุทธ์ 2 กระทรวงคมนาคมอยู่ใต้การกำกับของพรรคภูมิใจไทย มี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงคมนาคม นับแต่นั้น “โครงการแลนด์บริดจ์” ก็ถูกปรุงขึ้น และไม่เคยห่างมือจากพรรคภูมิใจไทย
“ศักดิ์สยาม” ให้นโยบายหน่วยงานภายใต้สังกัดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2563 เร่งผลักดันโครงการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หนึ่งในนั้นคือโปรเจ็กต์ที่เชื่อมขนส่งระหว่างชุมพร-ระนอง
ต่อมา 4 กุมภาพันธ์ 2564 รัฐบาลได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. 2564 ได้ประกาศให้มีคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) ซึ่งการพัฒนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้
จากนั้นกระทรวงคมนาคมภายใต้การกำกับของ “ศักดิ์สยาม” มีหน้าที่ดูเรื่องการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ได้ลงนามว่าจ้างเอกชนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการ
ต่อมา 22 เมษายน 2565 คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ที่มี “ศักดิ์สยาม” เป็นประธาน ได้เคาะพื้นที่เดินหน้าสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ที่จังหวัดระนอง คือพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง และฝั่งอ่าวไทย จังหวัดชุมพรคือพื้นที่แหลมริ่ว ขณะเดียวกัน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ จัดทำผลศึกษา “โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทย”
พบว่าหากรัฐบาลเลือกทำโครงการแลนด์บริดจ์จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและดำเนินงานโครงการ (ราคาด้านเศรษฐศาสตร์) 482,721 ล้านบาท ประมาณการผลประโยชน์ด้านเศรษฐศาสตร์ (พ.ศ. 2565-2603) 416,256 ล้านบาท มูลค่าปัจจุบันสุทธิของโครงการ (Project NPV @ 12% Discount Rate)-121,037 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนด้านเศรษฐศาสตร์ (EIRR) 1.24% อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C) 0.22 โดยทางเลือกโครงการแลนด์บริดจ์ รายงานชี้ว่าไม่มีความเป็นไปได้ทางด้านเศรษฐศาสตร์
โดยทางเลือกที่เหมาะสมคือ การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน โดยไม่มีการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล
โครงการแลนด์บริดจ์ในยุครัฐบาลประยุทธ์ 2 ถูกสต็อปตรงที่กระทรวงคมนาคมได้ทำศึกษาเพิ่มเติมด้านต้นทุนและการลงทุน โดย “ศักดิ์สยาม” ได้ระบุเมื่อเดือนมกราคม 2566 โดยมั่นใจว่าจะชงวาระแลนด์บริดจ์เข้าสู่ที่ประชุม ครม.ได้ทันก่อนหมดสมัย แต่ก็มีการยุบสภา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 พรรคภูมิใจไทยโดย “อนุทิน” ได้ใช้ “แลนด์บริดจ์” ในแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งในการปลุกเศรษฐกิจ เพราะพื้นที่ภาคใต้เป็นฐานหลักของพรรคภูมิใจไทยไม่แพ้ถิ่นอีสานใต้
การเมืองมาถึงยุคพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล มีพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐนาวา พรรคภูมิใจไทยเรียกร้องเนือง ๆ ให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ขณะที่อนุทินและ สส.พรรคภูมิใจไทยชิงเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …. แม้ NGO ท้วงว่าร่างกฎหมายเอื้อนายทุน
และนายกฯเศรษฐาก็หยิบวาระ “โครงการแลนด์บริดจ์” ขึ้นมาพิจารณา พร้อมยกระดับกลายเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ของรัฐบาลในทันที แต่อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลเศรษฐาหยิบโครงการแลนด์บริดจ์มาโรดโชว์กับนานาประเทศ ดึงดูดการลงทุน หาใช่จากการเรียกร้องของภูมิใจไทย
“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รองนายกฯและ รมว.คมนาคมในยุคนั้น ยังตั้งคณะทำงานร่วมกับบริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่ตะวันออกกลางอย่าง DP WORLD เพื่อศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ยังมีบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง ก็ได้ให้ความสนใจลงทุน ขณะที่เกมคู่ขนานในสภายังมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์
15 กุมภาพันธ์ 2567 ในช่วงที่รัฐบาลแพทองธารกำลังเจอมรสุมโครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่เป็นหนึ่งในชนวนร้าวรัฐบาลเพื่อไทย-ภูมิใจไทย แต่ผลการศึกษาโครงการใหญ่อย่าง “แลนด์บริดจ์” ก็มีเสียงสนับสนุนท่วมท้นจากสภาด้วยเสียง 249 ต่อ 147 เสียง และ 6 พฤษภาคม 2568 ครม.แพทองธารมีมติรับทราบผลการศึกษาของสภา
และแม้ว่ารัฐบาลแพทองธารจะเผชิญความผันผวนทางการเมืองระหว่างไทย-กัมพูชา จนนำมาสู่การพ้นตำแหน่ง แต่ “โครงการแลนด์บริดจ์” ยังคงเดินหน้า
ก่อนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “แพทองธาร” พ้นจากเก้าอี้นายกฯ 4 วัน สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้นำเสนอสรุปผลการศึกษาข้อมูลรายละเอียดโครงการทุกประเด็น พบว่าโครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในการลงทุน (EIRR) คิดเป็น 17.38%
รัฐบาลอนุทินไม่เคยทิ้งโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะหลังจากพลิกข้างได้เป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” 4 เดือน พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่นั่งเป็นรองนายกฯควบ รมว.คมนาคม อีกหมวกหนึ่งเป็น “ขุนพลภาคใต้” ของพรรคสีน้ำเงิน ยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการ
ยิ่งตอกย้ำเมื่อพิพัฒน์ใช้แลนด์บริดจ์เป็นแคมเปญหาเสียงภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งทำให้พรรคภูมิใจไทยกวาด สส.ภาคใต้ได้ตามเป้า 31 คน มากที่สุดในภาคใต้
จากศักดิ์สยามต่อเนื่องถึง “อนุทิน 1”และ “อนุทิน 2” แลนด์บริดจ์อยู่ในวาระ อยู่ในเงาของภูมิใจไทยตลอดมา
อ่านข่าวต้นฉบับ: แลนด์บริดจ์ ในเงาภูมิใจไทย เมกะโปรเจ็กต์จาก ประยุทธ์ สู่ อนุทิน