นักเศรษฐศาสตร์ชี้ไทยยังเป็นประเทศโตต่ำของเอเชีย แม้ IMF ประเมินว่าสามารถรับมือแรงกระแทกจากสงครามและราคาน้ำมันได้ดี แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังฉุดความสามารถแข่งขัน ทั้งการศึกษา วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และกำลังคนคุณภาพ จับตา พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ต้องใช้ให้คุ้มค่า ดันอีอีซี-ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเครื่องยนต์ใหม่ดันเศรษฐกิจโตเกิน 3%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF มองว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังสามารถรองรับสถานการณ์เชิงลบ ทั้งวิกฤตสงครามและราคาน้ำมันได้ค่อนข้างดี แต่ไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เติบโตต่ำของเอเชีย และมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวไม่ถึงระดับ 3%
ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เพียงภาวะเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” โดยเฉพาะคุณภาพการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
รัฐบาลจึงมีแนวคิดใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อประคองและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจ แต่โจทย์สำคัญคือเม็ดเงินดังกล่าวต้องถูกใช้ให้ “คุ้มค่า” และสร้างผลต่อการเติบโตในระยะยาว ไม่ใช่เพียงมาตรการพยุงเศรษฐกิจชั่วคราว
ขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะซึมตัวรุนแรง เนื่องจากผู้ประกอบการยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาสินค้ามากนัก เงินเฟ้อยังไม่เร่งตัวสูง ราคาน้ำมันยังถูกประคองผ่านมาตรการรัฐ และยังไม่เห็นสัญญาณการปลดคนงานหรือลดเงินเดือนในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อประชาชนยังอยู่ในลักษณะ “นิ่งและซึมตัว” โดยเฉพาะภาระค่าเดินทางและราคาน้ำมันที่กระทบระดับปานกลางถึงมาก ทำให้การจับจ่ายใช้สอยไม่ได้ขยายตัวโดดเด่น ขณะที่ผู้ปกครองจำนวนมากต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอื่น เพื่อนำเงินไปใช้ช่วงเปิดเทอม
มาตรการ “ไทยช่วยไทย” ที่เข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในเดือนมิถุนายน ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังไม่เพียงพอ หากไทยต้องการยกระดับการเติบโตให้เกิน 3% อย่างยั่งยืน
หนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ถูกจับตามองคือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญในการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะหลังจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าไทยยังมีจุดแข็งในฐานะพื้นที่ปลอดภัยและคุ้มค่าสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม การดึง FDI เข้าประเทศยังไม่ใช่เรื่องง่าย หากไทยยังติดข้อจำกัดด้านกำลังคนคุณภาพ โดยเฉพาะบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี AI และทักษะที่สอดรับกับโลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เวียดนามและมาเลเซียมีความโดดเด่นมากขึ้นในสายตานักลงทุน
ภาคการศึกษา therefore จึงถูกมองเป็นฐานรากของการยกระดับเศรษฐกิจไทย เพราะหากไทยไม่สามารถปรับคุณภาพการเรียนการสอน ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มบุคลากรทางการศึกษา และทำให้เด็กเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างทั่วถึง จะยิ่งทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง
ข้อมูลจากผู้ปกครองยังสะท้อนว่า โรงเรียนเอกชน อินเตอร์ สองภาษา และห้องเรียนพิเศษ มีภาพลักษณ์ด้านการใช้เทคโนโลยีและคุณภาพการเรียนการสอนที่ดีกว่าโรงเรียนห้องปกติ ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากยอมแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อให้บุตรหลานเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพกว่าเดิม
ดังนั้น ความท้าทายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการกู้เงิน 400,000 ล้านบาทมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องวางเป้าหมายให้ชัดว่าเงินกู้จะถูกนำไปใช้สร้าง “Growth Engine ใหม่” อย่างไร ทั้งการพัฒนาอีอีซี โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และคุณภาพกำลังคน
หากไทยสามารถเชื่อมโยงเม็ดเงินกู้เข้ากับการลงทุนในอีอีซี การศึกษา เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนไทยและต่างชาติ และเป็นโอกาสในการดันเศรษฐกิจไทยให้หลุดจากกับดักโตต่ำ
แต่หากเม็ดเงินกู้ถูกใช้เพียงเพื่อประคองระยะสั้น โดยไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง ไทยอาจยังเผชิญภาวะเศรษฐกิจขยายตัวอ่อนต่อเนื่อง และเสี่ยงถูกมองเป็น “ผู้ป่วยของเอเชีย” ในระยะยาว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ศก.ไทยติดหล่มโตต่ำ 3% จี้ใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ปลุกอีอีซีสร้าง Growth Engine ใหม่