แม้ภาพรวมตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ตั้งแต่ปลายปี 2025 เป็นต้นมาจะเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งวิกฤตชิปขาดแคลน และสภาพเศรษฐกิจไม่เป็นใจ แต่ก็ยังมี “โอกาส” จากความต้องการใช้ AI ที่มากขึ้นซ่อนอยู่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เหล่าผู้ผลิตพีซียังคงสามารถสร้างการเติบโตได้
หนึ่งในนั้นคือยักษ์แดนมังกร “เลอโนโว” (Lenovo) ที่ครองความเป็นผู้นำในตลาดพีซีโลกมายาวนาน
“วรพจน์ ถาวรวรรณ” ผู้จัดการทั่วไป เลอโนโว ประจำไทย และภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยว่า ผลประกอบการเลอโนโวทั่วโลกในไตรมาส 3 ปีงบฯ 2025/26 (สิ้นสุด ณ ธ.ค.2025) มีรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (7.2 แสนล้านบาท) เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18% และมีกำไรสุทธิกว่า 589 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.9 หมื่นล้านบาท)
3 กลุ่มธุรกิจหลักที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ 1.ฮาร์ดแวร์ (Intelligent Devices Group : IDG) โต 14% 2.เอ็นเทอร์ไพรส์ (Infrastructure Solutions Group : ISG) โต 32% และ 3.โซลูชั่นและเซอร์วิส (Solutions & Services group : SSG) โต 18%
เมื่อเจาะไปที่กลุ่มฮาร์ดแวร์และพีซีพบว่าเลอโนโวครองส่วนแบ่งตลาดพีซีโลกกว่า 25% โดยสินค้ากลุ่มที่เกี่ยวกับ AI มียอดขายเติบโตถึง 72% และปัจจุบันสินค้ากลุ่ม AI PC คิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของพอร์ตโฟอลิโอทั้งหมด
ขณะที่ในประเทศไทยเลอโนโวครองส่วนแบ่งในตลาดพีซีมากสุดที่ 35% โดยสัดส่วนรายได้ ณ สิ้นปี 2025 แบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ (Commercial) มีลูกค้า SMBs และโครงการขนาดใหญ่ 70% และกลุ่มลูกค้าทั่วไป (Consumer) 30%
“ปีที่แล้วได้งานโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทำให้ตัวเลขของ Commercial ดูเยอะ แต่ปกติสัดส่วนจะอยู่ที่ SMBs 25% ลูกค้าทั่วไป 35% และที่เหลือจะมาจากโครงการขนาดใหญ่”
“วรพจน์” พูดถึงเทรนด์การลงทุนด้านไอทีปี 2026 ว่า หนีไม่พ้นเรื่อง AI จะเป็นปีที่องค์กรเน้นการนำ AI มาใช้เพื่อให้เกิดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน ต่างจากปี 2025 ที่เป็นเพียงช่วงการทดลองเรียนรู้ เห็นได้จากผลสำรวจ Lenovo CIO Playbook 2026 ที่ระบุว่า องค์กรกว่า 66% นำ AI ไปใช้อย่างเป็นระบบ 15% อยู่ในช่วงแรกของการใช้งาน และอีก 19% ยังอยู่ในช่วงกำลังตัดสินใจ
ขณะที่ผลสำรวจในปี 2025 พบว่า มีองค์กรเพียง 29% ที่นำ AI มาใช้แล้ว 15% อยู่ในช่วงแรกของการใช้งาน และ 56% อยู่ในช่วงของการตัดสินใจ
ภาคธุรกิจที่ตื่นตัวกับการนำ AI ไปใช้มากที่สุด คือ Data Analytics, Cyber Security และ Software Development ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่ธุรกิจไอที คือสถาบันการเงิน และการตลาด โดยเป้าหมายหลัก 3 อันดับแรก คือ 1.ใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้และกำไร 2.พัฒนาและปฏิรูปนวัตกรรม และ 3.พัฒนาการบริการลูกค้า
ในฝั่งของการใช้งานพบว่า องค์กรกว่า 70% จะหันมาใช้กลยุทธ์ “Hybrid AI” คือทำงานทั้งบน Cloud และ On-Premise แทนการใช้คลาวด์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy)
ด้วยเหตุนี้ “เลอโนโว” จึงสานต่อกลยุทธ์ Hybrid AI ด้วยการเปิดตัว Personal AI หรือ Super Agent รุ่นใหม่ “Lenovo Qira” เป็นระบบ Personal Ambient Intelligence System ที่ออกแบบให้ทำงานข้ามอุปกรณ์ทั้งสำหรับอุปกรณ์ของเลอโนโวและโมโตโรล่า (Motorola) ไม่ว่าจะเป็นพีซี สมาร์ทโฟน แท็บเลต หรืออุปกรณ์สวมใส่ต่าง ๆ เพื่อมอบประสบการณ์ AI อัจฉริยะที่เชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว
โดย Qira เป็นผู้ช่วยที่ทำงานอยู่ในแบ๊กกราวด์ตลอดเวลา เข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้กำลังทำ และให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมภายใต้ความยินยอมของผู้ใช้ เรียกใช้งานได้ผ่านคำสั่งเสียง “Hey, Qira” บนปุ่มเฉพาะที่คีย์บอร์ดของแล็ปท็อป หรือกดตรงแถบควบคุมที่แสดงบนหน้าจอ
ในฝั่งลูกค้าองค์กร มีการเปิดตัว AI Infrastructure ใหม่ คือ “Lenovo Agentic AI” โซลูชั่นที่ช่วยสร้าง, ติดตั้ง และบริหารจัดการ AI Agent แบบครบวงจร และ “Lenovo xIQ” ชุดแพลตฟอร์มเพื่อการส่งมอบการใช้งาน AI สำหรับองค์กรที่พัฒนาโดยใช้ AI เป็นศูนย์กลางเพื่อช่วยให้การใช้งาน AI ในระดับองค์กรเป็นเรื่องง่าย, รวดเร็ว และสามารถนำไปใช้งานได้จริง ช่วยต่อยอดแพลตฟอร์ม Lenovo Hybrid AI Advantage ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ตัวอย่างองค์กรที่นำโชลูชั่น Hybrid AI มาใช้แล้ว เช่น ST Logistics ในสิงคโปร์ พัฒนาคลังสินค้าอัจฉริยะที่ใช้หุ่นยนต์และ AI จัดการสินค้าแบบอัตโนมัติ และ FIFA นำ Digital Workplace Solutions มาใช้เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการภายใน เป็นต้น
“ปัจจุบัน Lenovo Qira ยังรองรับการใช้งานร่วมกับภาษาอังกฤษเท่านั้น ส่วนภาษาไทยมีแผนพัฒนาอยู่แล้ว แต่คาดว่ายังไม่ใช่ภายในปีนี้”
เมื่อถามถึงสถานการณ์ชิปขาดแคลน “วรพจน์” บอกว่า อุตสาหกรรมไอทีเผชิญภาวะหน่วยความจำขาดแคลนอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็น Memory, SSD, CPU และ GPU เพราะความต้องการของในตลาดสูงกว่ากำลังการผลิตถึง 3 เท่า และช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมายังไม่มีแนวโน้มที่ออร์เดอร์จะลดลงเลย
นอกจากทำให้เกิดปัญหาส่งสินค้าล่าช้าแล้วยังส่งผลให้ต้นทุนอุปกรณ์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ ธ.ค.2025 ทำให้ต้องปรับราคาขายขึ้นทุกเดือน โดยเฉพาะกลุ่ม Client PC ขึ้นไปแล้วกว่า 30% ขณะที่ราคากลุ่มเซิร์ฟเวอร์พุ่งขึ้นถึง 3 เท่า (300%) เมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่แล้ว
สำหรับการรับมือเรื่องนี้มี 2 แนวทาง คือ 1.ใช้ความได้เปรียบในฐานะแบรนด์พีซีอันดับ 1 ที่มีปริมาณการสั่งซื้อ (Volume Purchase) สูงมาก ๆ สร้างอำนาจต่อรอง และจัดหาทรัพยากรต่าง ๆ และ 2.ปรับตัวสู่การขายแบบ “Device as a Service” เพื่อลดภาระจากราคาอุปกรณ์ที่ผันผวน ลูกค้าจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนจากการซื้อขาดมาเป็นการใช้บริการแบบ Subscription
“ถ้าการลงทุนเกี่ยวกับ AI ไม่มีทีท่าลดลง ยังไงปริมาณการสั่งหน่วยความจำต้องมากขึ้น ทำให้สถานการณ์ชิปขาดแคลนน่าจะลากยาวไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งลูกค้าหลายรายยอมเปลี่ยนเครื่องเร็วขึ้น และทยอยซื้อสินค้าไปตั้งแต่ช่วงต้นปีแล้ว เพราะกลัวราคาจะขึ้นสูงกว่านี้อีก”
“วรพจน์” ยอมรับว่า ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะชิปขาดแคลนมีส่วนซ้ำเติมปัญหา “กำลังซื้อซบเซา” และการชะลอซื้อเครื่องใหม่ ซึ่งเกิดจากสภาพเศรษฐกิจไม่เป็นใจ แต่ยังมีปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าต้องยอมซื้อเครื่องใหม่ช่วงนี้ โดยเฉพาะการหยุดให้บริการของวินโดวส์ (Windows) รุ่นเก่า ทำให้ผู้ใช้ต้องอัพเกรดเครื่องใหม่ เพื่อให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
ขณะเดียวกันยังพยายามรักษาฐานราคาสินค้ากลุ่ม Consumer ให้อยู่ในช่วง 15,000-20,000 บาท เพื่อลดภาระของผู้บริโภค แม้ว่าสินค้าที่มีราคาต่ำกว่าหมื่นต้น ๆ จะไม่มีในตลาดแล้วก็ตาม ควบคู่ไปกับการกระตุ้นให้เกิดการใช้งาน AI PC (ราคา 25,000 บาทขึ้นไป) ในวงกว้าง ด้วยช่องว่างระหว่างราคาที่แคบลง ทำให้เห็นแนวโน้มที่คนยอมอัพเกรดมาใช้ AI PC มากขึ้น
“สินค้าไอทีกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต ต่อให้แพงขึ้นคนก็ต้องยอมลงทุนและซื้อมาใช้อยู่ดี แต่ในฐานะผู้ผลิตเข้าใจถึงความลำบากของผู้บริโภคทุกอย่าง ที่ผ่านมาจึงพยายามสรรหาวิธีต่าง ๆ เพื่อซัพพอร์ตผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ผ่าแผน Lenovo 2026 รับมือวิกฤต ‘ชิป’ ซ้ำเติม ‘กำลังซื้อ’