เอกนิติ ชี้รับไม่ได้ หากไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เศรษฐกิจจะยิ่งแย่ อาจเกิด Double Squeeze-สันติธารชี้กู้เงินช่วยชะลอหนี้ครัวเรือน-ด้านมูดี้ส์ชมไทยพร้อมรับมือโลกผันผวน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือบรรเทาประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน เนื่องจากรัฐบาลเห็นสัญญาณของเศรษฐกิจไม่ดีมาเป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่ระลอกที่ 1 วิกฤตสงคราม ส่งต่อมาถึงระลอกที่ 2 เป็นวิกฤตพลังงาน และล่าสุดกำลังเข้าสู่ระลอกที่ 3 ต้นทุนสินค้าราคาสูง เห็นได้ชัดจากตัวเลขเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศล่าสุดว่าอยู่ที่ 2.9% และจะลามไปสู่ระลอกถัดไปคือกำลังซื้อตกต่ำ ภาคธุรกิจกำไรลดลง เกิดการตกงาน และ GDP ประเทศลดลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านนี้ เพื่อรองรับวิกฤตดังกล่าว
“ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ไม่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รัฐบาลก็จะไม่โดนด่า แต่เรายอมรับไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง Double Squeeze หรือแรงบีบ 2 ด้าน คือต้นทุนสูง รายได้หด วันนี้ผลกระทบทางเศรษฐกิจมันเกิดขึ้นตามที่เราคาดไว้ จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมกระสุนไว้บรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน และป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเกิด Stagflation” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ได้มีการพิจารณาจากฝ่ายกฏหมายเป็นอย่างดี และแบ่งสัดส่วนชัดเจน คือบรรเทาช่วยเหลือประชาชน และเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาด ซึ่งการดำเนินการจะเป็นไปอย่างโปร่งใส มีภาคเอกชนร่วม และมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการและคณะกรรมการติดตามประเมินผลงานให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้อยู่ในภาวะ Double Squeeze หรือแรงบีบ 2 ด้าน คือต้นทุนสูง รายได้หด และเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างระลอกที่ 2 คือวิกฤตพลังงาน และระลอกที่ 3 คือต้นทุนสินค้าสูง ดังนั้นการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจะช่วยบรรเทาให้วิกฤตเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ระลอกถัดไป โดยได้รับความรุนแรงน้อยลง
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด หากไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน จะทำให้หนี้ครัวเรือนของประเทศเพิ่มขึ้นสูงถึง 90% ทั้งจากมีหนี้สินมากและเข้าถึงสินเชื่อยาก หากปล่อยไปโดยไม่แก้ไข จะทำให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนยากขึ้นอีก
นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ผ่านมาสถาบันจัดอันดับมูดี้ส์ได้ปรับมุมมองเครดิตของไทยจากเชิงลบ (Negative) เป็นมีเสถียรภาพ (Stable) และล่าสุดมูดี้ส์ได้รายงานว่าประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่เข้มแข็งพร้อมรับมือสภาวะความผันผวนของโลก ร่วมกับประเทศอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก สะท้อนสิ่งที่ประเทศไทยได้พยายามมาตลอดใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1.ไทยมุ่งมั่นปฏิรูปเศรษฐกิจ เน้นการลงทุนพลังงานสะอาด ซึ่งมีการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ครั้งล่าสุด ยังเน้นจุดยืนนี้อยู่ และจะเร่งให้มีการเปิดใช้สัญญาการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA) รวมถึงมาตรการ BOI Fast Pass ซึ่งได้ผลอย่างดี ส่งผลให้ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 การลงทุนของ BOI ขยายตัว 18% สะท้อนถึงการสนับสนุนการลงทุนที่จริงจังของไทย
2.ไทยให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทั้งต่างประเทศและในประเทศ โดยเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศรวมทั้งหมด 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นการนำเข้ากว่า 10 เดือน
“รายงานมูดี้ส์ชมไทยเรื่องความเข้มแข็งของตลาดพันธบัตรในไทยว่ามีความยืดหยุ่นสูงมาก เห็นได้จากหนี้สาธารณะกว่า 99% กู้ในประเทศและดอกเบี้ยต่ำ โดยพันธบัตรอายุ 2 ปี ดอกเบี้ย 1.2% และพันธบัตรอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 2.1-2.2% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำ และทำให้ไทยมีกันชนรับมือความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกให้กับประชาชน” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า มาตรการคนละครึ่งพลัสและมาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะเสนอให้คณะกรรมกลั่นกรองโครงการที่ใช้เงินกู้จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ซึ่งมาตรการจะกว้างมากกว่านั้น โดยจะช่วยเหลือครอบคลุมไปถึงกลุ่มธุรกิจภาคขนส่ง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือแล้ว และจะสิ้นสุดภายในพฤษภาคมนี้ โดยมาตรการทั้งหมดจะช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานเป็นสำคัญ
อ่านข่าวต้นฉบับ: เอกนิติ ชี้รับไม่ได้ หากไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน เศรษฐกิจจะยิ่งแย่
