สัมภาษณ์
สถานการณ์สงครามและความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อ “ราคาน้ำมัน-วัตถุดิบปิโตรเคมี” หลังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์พลังงานโลกถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ผู้ผลิตปิโตรเคมีไทยที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบถึง 70-80% และส่วนใหญ่พึ่งพาเส้นทางผ่านฮอร์มุซเป็นหลัก ประสบปัญหาขาดแคลนกะทันหัน
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ถึงแรงกดดันครั้งนี้ ไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนผู้ผลิตปิโตรเคมี แต่ลามไปถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ ทั้งบรรจุภัณฑ์ อาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ ท่อก๊าซ สินค้าการแพทย์ ก่อสร้าง สายไฟ และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน สะท้อนให้เห็นว่า “ปิโตรเคมี” เป็นอุตสาหกรรมฐานรากที่หากขาดความแข็งแรงจะกระทบต่อซัพพลายเชนทั้งระบบ
นับตั้งแต่เกิดสงครามผ่านมาแล้วประมาณ 2 เดือน สถานการณ์ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนสูง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับขึ้นไปอยู่ที่ 115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านพลังงานยังไม่คลี่คลาย รูปแบบการต่อสู้เปลี่ยนไปสู่การใช้ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็นเครื่องมือต่อรอง
สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยมีวัตถุดิบบางส่วนอยู่ในประเทศ แต่ยังต้องนำเข้าวัตถุดิบประมาณ 70-80% ของความต้องการใช้ทั้งหมด และในสัดส่วนดังกล่าวต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากถึง 60% ทั้งนี้ หากเส้นทางฮอร์มุซไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ผู้ผลิตไทยจะมีวัตถุดิบใช้ได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปกติ จึงจำเป็นต้องหาแหล่งอื่น ๆ เข้ามาทดแทน ขณะที่การเร่งจัดหาจากตลาดอื่นซึ่งไม่ได้ผลิตเพื่อรองรับลูกค้าเอเชียเป็นหลัก ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งซื้อวัตถุดิบอย่างรุนแรง ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตไทย เกาหลี ญี่ปุ่น และผู้ผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
ภาวะดังกล่าวทำให้วัตถุดิบกลายเป็นสินค้าที่ต้องจ่าย “พรีเมี่ยม” เพื่อให้ได้ของ ไม่ใช่ส่วนเพิ่มเพียง 5-10 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่บางรายการถูกเรียกเก็บพรีเมี่ยมเป็นหลักร้อยเหรียญสหรัฐต่อตัน ส่งผลให้ต้นทุนผู้ผลิตปิโตรเคมีปรับสูงขึ้นทันที และเป็นสาเหตุให้ผู้ผลิตในไทยและประเทศรอบข้างต้องระมัดระวังการเดินเครื่อง การบริหารสต๊อก และการจัดสรรสินค้าให้ลูกค้า
กรณีของผู้ผลิตรายใหญ่ในไทย เช่น เอสซีจี เคมิคอลส์ ต้องบริหารสถานการณ์อย่างหนักตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยให้ความสำคัญกับการกันสินค้าไว้ให้ลูกค้าในประเทศเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร ชิ้นส่วนรถยนต์ ยา บรรจุภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในประเทศ ทั้งนี้ ประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของตนเอง หรือเคยมีแต่ไม่สามารถรักษาไว้ได้ จะได้รับผลกระทบหนัก ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบรุนแรงกว่าไทย และต้องอาศัยการนำเข้าสินค้าบางส่วนจากผู้ผลิตในภูมิภาค
ในพอร์ตสินค้าของเอสซีจี เคมิคอลส์ มีสินค้ากลุ่มมูลค่าเพิ่มสูง หรือ HVA 60% ซึ่งเป็นสินค้าที่ลูกค้านำไปใช้แล้วไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้เม็ดพลาสติกจากผู้ผลิตรายอื่นได้ทันที เพราะต้องผ่านกระบวนการทดสอบรับรองคุณภาพ และปรับสูตรการผลิตใหม่ สินค้ากลุ่มนี้จึงมีความสำคัญต่อซัพพลายเชนปลายน้ำมากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป บริษัทจึงได้ปรับพอร์ตสินค้าเพื่อลดการพึ่งพาสินค้า Commodity และหันไปเน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น
ขณะเดียวกันยังนำสินค้าบางส่วนจากฐานการผลิตในเวียดนามกลับเข้ามาช่วยสนับสนุนตลาดไทย เพื่อให้สินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบจำเป็นไม่เกิดภาวะขาดแคลน อย่างไรก็ตามยังมีลูกค้าบางกลุ่มในต่างประเทศที่ต้องพึ่งพาสินค้า HVA จากไทยอย่างมาก เช่น กลุ่มท่อก๊าซในออสเตรเลีย ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบได้ทันที จนสถานทูตออสเตรเลียต้องเข้ามาประสานขอให้ช่วยสนับสนุนซัพพลายบางรายการ โดยบริษัทพยายามบริหารโดยไม่ตัดสินค้าจำเป็นในประเทศไทยออกไป แต่ใช้สินค้าจากพอร์ตอื่นที่สามารถจัดสรรได้เข้าช่วยเหลือแทน
ด้านภาพรวมตลาดโลก ความเสียหายจากสงครามทำให้กำลังการผลิตปิโตรเคมีของโลกหายไปแล้วประมาณ 20% โดยมีทั้งโรงงานปิโตรเคมี โรงกลั่น และเทอร์มินัลต่าง ๆ ได้รับผลกระทบ บางโรงงานในอิหร่านถูกโจมตีจนเสียหายหนัก และประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีจึงจะกลับมาผลิตได้ หากเป็นความเสียหายระดับต้องสร้างใหม่
แม้หากสงครามยุติลงสถานการณ์ก็จะไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะเดิมได้ทันที หากเสียหายไม่มากอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี แต่หากเสียหายรุนแรงอาจต้องใช้เวลา 1-2 ปี ทำให้ซัพพลายปิโตรเคมีโลกมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง ขณะที่ดีมานด์อาจชะลอลงบ้างจากราคาสินค้าและพลังงานที่สูงขึ้น แต่ซัพพลายที่ลดลงมีแนวโน้มมากกว่าดีมานด์ที่ลดลง ผลจากซัพพลายที่หายไปทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี หรือ Spread ปรับตัวดีขึ้น จากระดับที่เคยอยู่ 300-320 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าจุดคุ้มทุนของผู้ผลิตหลายราย ล่าสุดขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 540 เหรียญสหรัฐต่อตัน “เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกลับมาก็จะไม่เหมือนเดิม”
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมอง Spread ที่เพิ่มขึ้นเป็นกำไรทันที เพราะต้นทุนวัตถุดิบก็เพิ่มตามราคาน้ำมันและพรีเมี่ยมที่ต้องจ่าย ราคาไม่ได้ปรับขึ้นตามผลิตภัณฑ์หลักเท่ากัน หากราคาน้ำมันอยู่เหนือ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และวัตถุดิบอยู่ระดับสูง จุดคุ้มทุนของอุตสาหกรรมอาจขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 500-550 เหรียญสหรัฐต่อตัน ดังนั้น แม้ Spread จะเพิ่มขึ้น 200 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ยังต้องพิจารณาควบคู่กับต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าใช้จ่ายในการจัดหาของที่สูงขึ้น
ไตรมาสแรกของเอสซีจีและเอสซีจี เคมิคอลส์ถือว่าดีกว่าไตรมาสก่อนหน้า แต่สำหรับไตรมาส 2 เป็นต้นไปบริษัทอยู่ระหว่างบริหารการเดินโรงงานในไทยและต่างประเทศ โดยบางโรงงานเดินเครื่อง บางโรงงานชะลอหรือปิดซ่อมบำรุงเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ ขณะเดียวกันถือโอกาสเตรียมแผนปรับเปลี่ยนวัตถุดิบไปใช้อีเทนในอนาคต ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางเพิ่มความยืดหยุ่นของต้นทุน การตัดสินใจเดินเครื่องโรงงานแต่ละครั้งต้องมั่นใจว่ามีวัตถุดิบเพียงพอและสามารถเดินได้ต่อเนื่อง เพราะการเปิด-ปิดโรงงานแต่ละครั้งมีต้นทุนสูง ประมาณ 300-400 ล้านบาทต่อครั้ง หากเปิดโรงงานแล้วเดินได้เพียงระยะสั้นก่อนต้องหยุดอีกจะสร้างภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในตลาด PVC ราคาปรับขึ้นเช่นกัน แต่การขึ้นราคามีข้อจำกัดมากกว่าผลิตภัณฑ์กลุ่ม PE และ PP เนื่องจากจีนมีการผลิต PVC จากถ่านหินจำนวนมากในภาวะปกติรัฐบาลจีนอาจจำกัดการใช้ถ่านหินในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่ในสถานการณ์พิเศษครั้งนี้มีการเปิดให้ใช้มากขึ้น ทำให้ PVC จากจีนมีต้นทุนต่ำกว่ากระบวนการผลิตอื่น และกดดันเพดานราคาตลาด
กลยุทธ์สำคัญของผู้ผลิตไทยในเวลานี้ คือ การหาวัตถุดิบจากแหล่งใหม่อย่างต่อเนื่องทุกวัน โดยแหล่งใดที่สามารถทำสัญญาระยะยาวได้ถือเป็นโอกาสสำคัญ เพราะในภาวะขาดแคลนการได้รับการแบ่งปันวัตถุดิบจากประเทศคู่ค้าเป็นเรื่องที่มีมูลค่าทางยุทธศาสตร์สูง ไม่ใช่เพียงการซื้อขายตามราคาตลาดปกติ
ในช่วงที่สินค้าหายากและราคาสูงหลายฝ่ายอาจมองว่าผู้ผลิตขึ้นราคา แต่ในความเป็นจริงผู้ผลิตต้องบริหารทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น พรีเมี่ยมวัตถุดิบ ค่าเดินเรือ ความเสี่ยงด้านซัพพลาย และความจำเป็นในการกันสินค้าให้ลูกค้าในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของประชาชน อย่างไรก็ดี บริษัทจึงใช้นโยบายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.การจัดหาวัตถุดิบให้ได้ต่อเนื่อง 2.การบริหารการเดินโรงงานให้เหมาะสม ไม่เปิด-ปิดโดยไม่จำเป็น และ 3.การจัดสรรสินค้าให้กลุ่มลูกค้าที่มีความจำเป็นสูงก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมปลายน้ำในประเทศ
อ่านข่าวต้นฉบับ: SCGC ฝ่าวิกฤตปิดฮอร์มุซ หัวใจหลักอยู่ที่ ‘บริหารจัดการวัตถุดิบ’