“พาณิชย์” ร่วมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนถกนัดพิเศษ รับมือวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกระทบพลังงาน ปุ๋ย อาหาร ค่าครองชีพ และห่วงโซ่อุปทานโลก เห็นพ้องออกแถลงการณ์ร่วม เดินหน้าความร่วมมือพลังงาน-คลังน้ำมันสำรอง-โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ใช้กลไกคลังข้าวฉุกเฉิน พร้อมชูอาเซียนเป็นภูมิภาคเศรษฐกิจมั่นคง ท่ามกลางโลกผันผวน
กระทรวงพาณิชย์ร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนัดพิเศษ หารือผลกระทบจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ หลังวิกฤตตะวันออกกลางเริ่มส่งแรงกดดันต่อเส้นทางน้ำมัน พลังงาน ห่วงโซ่อุปทานโลก ความมั่นคงอาหาร ปุ๋ย ต้นทุนค่าครองชีพ และภาคธุรกิจในภูมิภาค
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อหารือแนวทางรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ
ที่ประชุมเห็นพ้องออกแถลงการณ์ร่วม โดยเน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เพื่อรองรับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่อาจส่งผ่านไปยังภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ย ต้นทุนการผลิต และความเสี่ยงต่อผลผลิตในภูมิภาค
อาเซียนยังสนับสนุนการใช้กลไกภูมิภาคที่มีอยู่ เช่น โครงการสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม หรือ APTERR และระบบสารสนเทศด้านความมั่นคงอาหารอาเซียน หรือ AFSIS เพื่อเสริมระบบสำรองอาหาร การติดตามสถานการณ์ และการเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านอาหารในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมเห็นควรศึกษาแนวทางการสำรองพลังงานร่วมในภูมิภาค รวมถึงเร่งกระจายแหล่งพลังงาน และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอาเซียน เช่น โครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน หรือ APG และโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน หรือ TAGP
นอกจากนี้ ยังจะเดินหน้าความร่วมมือภายใต้กรอบสำคัญ ได้แก่ ความตกลงกรอบความมั่นคงด้านปิโตรเลียมอาเซียน หรือ APSA และแผนปฏิบัติการด้านพลังงานอาเซียน หรือ APAEC ระยะปี 2569-2573 เพื่อเสริมสร้างระบบพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน
ดร.กิริฎากล่าวว่า ไทยยังเสนอให้อาเซียนใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก และเสริมความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ ไทยเสนอให้อาเซียนยกระดับบทบาทสู่การเป็น “ภูมิภาคที่มีเศรษฐกิจมั่นคงและน่าเชื่อถือของโลก” หรือเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยอาศัยระบบการค้าที่เปิดกว้าง การยึดมั่นในกติกาสากล และการหลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องเร่งเสริมความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเร่งรัดความตกลงทางเศรษฐกิจที่ค้างอยู่ให้มีผลใช้บังคับ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า อำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าจำเป็น และรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากนี้ ไทยยังสนับสนุนให้อาเซียนเพิ่มความหลากหลายของตลาดคู่ค้า และเร่งสรุปการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน หรือ DEFA ภายในปี 2569 เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภูมิภาคในเศรษฐกิจดิจิทัล
แนวทางดังกล่าวจะถูกเสนอเข้าสู่การประชุมผู้นำอาเซียนในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อผลักดันให้อาเซียนมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการรับมือวิกฤตโลก ทั้งด้านพลังงาน อาหาร การค้า และห่วงโซ่อุปทาน
อ่านข่าวต้นฉบับ: ไทยชงอาเซียนตั้งรับวิกฤตฮอร์มุซ ดันพลังงาน-อาหาร-ซัพพลายเชนเป็นเกราะภูมิภาค
