ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ร่วงต่อเดือนที่ 2 ต่ำสุดรอบ 8 เดือน หลังคนไทยกังวลเศรษฐกิจฟื้นช้า น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง จับตาเงินเฟ้อมีโอกาสแตะ 4-5% หากราคาพลังงานยืนสูงถึงปลายปี
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนเมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 มาอยู่ที่ 50.6 จาก 51.8 ในเดือนมีนาคม และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน สะท้อนบรรยากาศเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน ค่าครองชีพ และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 34.7 จาก 35.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตลดลงมาอยู่ที่ 58.3 จาก 59.7 โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 44.1 ลดลงจาก 45.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 48.6 ลดลงจาก 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 59.0 ลดลงจาก 60.2
ภาพเศรษฐกิจขณะนี้ผู้บริโภคเริ่มรับรู้ผลกระทบช้ากว่าผู้ประกอบการ เนื่องจากผู้ผลิตและภาคธุรกิจรับรู้จากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น สต๊อกสินค้าที่กำลังหมดลง และยอดขายที่เริ่มชะลอ ขณะที่กลุ่มมนุษย์เงินเดือนยังไม่ได้รับผลกระทบชัดเจนจากการลดค่าจ้างหรือเลิกจ้าง แต่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็กเริ่มรับแรงกระแทกมากขึ้น
สำหรับความกังวลสำคัญคือทิศทางเงินเฟ้อ โดยแม้ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเงินเฟ้ออาจอยู่ราว 3-3.1% แต่หากราคาน้ำมันยังยืนในระดับสูงต่อเนื่องถึงปลายปี อาจเห็นเงินเฟ้อรายเดือนขยับขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ได้ ซึ่งจะกระทบกำลังซื้อและต้นทุนภาคธุรกิจเพิ่มเติม
ปัจจัยลบหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย เม็ดพลาสติก และต้นทุนขนส่งปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
ด้านราคาพลังงานในประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.08 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.45 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนมีนาคมที่ 41.68 บาท และ 42.05 บาทต่อลิตร ตามลำดับ ขณะที่ราคาดีเซลลดลงมาอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร จาก 40.74 บาทต่อลิตร แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงและเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพ
ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า รายได้ปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันและพลังงานที่ผันผวน กดดันต้นทุนขนส่งและค่าใช้จ่ายครัวเรือน ทำให้บางส่วนปรับแผนการใช้จ่ายหรือเลื่อนการลงทุนออกไป ขณะเดียวกัน ราคาข้าวเปลือกเจ้าและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ต่ำกว่าปีก่อน ยังส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มาก และกระทบกำลังซื้อในต่างจังหวัด
เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงทุกภูมิภาค โดยภาพรวมประเทศอยู่ที่ 50.6 ลดลง 1.3 จุดจากเดือนก่อน กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 50.0 ภาคเหนือ 51.5 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 53.6 ภาคกลาง 49.9 ภาคใต้ 46.6 และภาคตะวันออก 53.0 สะท้อนว่าความกังวลกระจายตัวทั่วประเทศ
ภาคเกษตรเป็นเซกเตอร์ที่เปราะบางที่สุด โดยดัชนีหลายพื้นที่อยู่ต่ำกว่า 50 สะท้อนปัญหารายได้เกษตรกร ภาวะน้ำไม่เพียงพอ อากาศร้อน ต้นทุนสูง และกำลังซื้อที่อ่อนแอ ขณะที่การลงทุนยังไม่โดดเด่นในแทบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรม เช่น กรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ที่ผู้ประกอบการยังรอดูสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม ภาคบริการและการท่องเที่ยวยังเป็นแรงประคองสำคัญ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ แม้บางพื้นที่ดัชนีอ่อนลง แต่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบรุนแรงจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยว ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่ส่งสัญญาณแย่ชัดเจน ทำให้การส่งออกยังมีโอกาสประคองเศรษฐกิจได้บางส่วน
สำหรับภาวะการใช้จ่ายของผู้บริโภค พบว่าสินค้าคงทนและการลงทุนรายการใหญ่ชะลอลงชัดเจน โดยดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ลดลงมาอยู่ที่ 50.4 จาก 54.7 ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ลดลงมาอยู่ที่ 27.9 จาก 31.6 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวลดลงมาอยู่ที่ 74.1 จาก 77.4 และดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจลดลงมาอยู่ที่ 22.2 จาก 24.8
ด้านปัจจัยบวกยังมาจากการส่งออกไทยเดือนมีนาคม 2569 ที่มีมูลค่า 35,157.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.67% ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 38,496.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.73% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 3,339.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกได้ 96,169.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.58% และนำเข้า 105,646.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 32.37% ขาดดุลการค้ารวม 9,476.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน SET Index เดือนเมษายน 2569 ปรับเพิ่มขึ้น 45.55 จุด จาก 1,448.14 จุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ 1,493.69 จุด ณ สิ้นเดือนเมษายน รวมถึงความคาดหวังต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งยังเป็นปัจจัยช่วยประคองความเชื่อมั่น
มาตรการที่รัฐบาลกำลังเดินหน้า ทั้งมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม ประมง และเกษตร รวมถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะเป็นตัวแปรสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจะเริ่มลงทะเบียนช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และเริ่มใช้จ่ายได้ในเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่ม “เงยหัว” ได้ หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายและราคาน้ำมันไม่ทะลุระดับสูงเกินไป
ทั้งนี้ กรอบมาตรการที่ถูกกล่าวถึงอยู่ที่ 4,000 บาทต่อคน ทั้งกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและไทยช่วยไทยพลัส โดยหากมีผู้ใช้สิทธิราว 20-30 ล้านคน อาจทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 200,000 ล้านบาทในช่วง 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยพยุงการบริโภคและลดแรงกระแทกจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น
เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปียังมีแนวโน้มไม่คึกคัก การจับจ่ายใช้สอยยังชะลอตัว แต่หากสถานการณ์สงครามไม่ลากยาว ราคาน้ำมันยังควบคุมได้ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มส่งผลบวก มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดขึ้นช่วงปลายไตรมาส 3 ต่อต้นไตรมาส 4 โดย GDP ปีนี้อาจขยับอยู่ในกรอบ 1.5-2.0% จากแรงหนุนมาตรการรัฐและการคลี่คลายของปัจจัยเสี่ยงภายนอก
นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนเมษายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 2,241 คน พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 50.6 จาก 51.8 ในเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวช้า ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ผันผวน ค่าครองชีพที่ยังสูง และรายได้ครัวเรือนที่ยังไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่าย
ผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 34.7 จาก 35.9 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคตลดลงมาอยู่ที่ 58.3 จาก 59.7 ในเดือนก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมลดลงมาอยู่ที่ 44.1 จาก 45.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานลดลงมาอยู่ที่ 48.6 จาก 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตลดลงมาอยู่ที่ 59.0 จาก 60.2
เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงทุกภูมิภาค โดยภาพรวมประเทศลดลง 1.3 จุดจากเดือนมีนาคม 2569 มาอยู่ที่ 50.6 แบ่งเป็น กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 50.0 ลดลง 1.4 จุด ภาคเหนือ 51.5 ลดลง 1.2 จุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 53.6 ลดลง 1.1 จุด ภาคกลาง 49.9 ลดลง 1.4 จุด ภาคใต้ 46.6 ลดลง 1.2 จุด และภาคตะวันออก 53.0 ลดลง 1.3 จุด
สำหรับปัจจัยลบสำคัญที่กดดันความเชื่อมั่น ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น ปุ๋ย และเม็ดพลาสติก ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือขยายตัว 1.6% จากเดิม 2.0% จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงาน ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. คงประมาณการ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.5% แต่ปรับลดคาดการณ์ปี 2570 เหลือ 2.0% จากเดิม 2.3% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง
ด้านราคาพลังงานในประเทศยังเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพ โดยราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 42.08 บาทต่อลิตร และ 42.45 บาทต่อลิตร ตามลำดับ จากสิ้นเดือนมีนาคมที่ 41.68 บาทต่อลิตร และ 42.05 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลลดลงมาอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร จาก 40.74 บาทต่อลิตร แต่ยังอยู่ในระดับสูง
น ผู้บริโภคยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า รายได้ปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันและพลังงานที่ผันผวน กดดันทั้งต้นทุนการขนส่งและค่าใช้จ่ายครัวเรือน ทำให้ประชาชนบางส่วนปรับแผนการใช้จ่าย หรือชะลอการลงทุนออกไป นอกจากนี้ ราคาข้าวเปลือกเจ้าและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ต่ำกว่าปีก่อน ยังส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มาก และกระทบกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัด
ส่วนปัจจัยบวกยังมาจากการส่งออกไทยเดือนมีนาคม 2569 ที่มีมูลค่า 35,157.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.67% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 38,496.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 35.73% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 3,339.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกได้รวม 96,169.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.58% และนำเข้ารวม 105,646.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 32.37% ทำให้ขาดดุลการค้ารวม 9,476.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อีกปัจจัยบวกคือดัชนี SET Index เดือนเมษายน 2569 ปรับเพิ่มขึ้น 45.55 จุด จาก 1,448.14 จุด ณ สิ้นเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ 1,493.69 จุด ณ สิ้นเดือนเมษายน รวมถึงความคาดหวังต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ช่วยประคองความเชื่อมั่นในระยะต่อไป
สำหรับผลสำรวจภาวะการใช้จ่ายของผู้บริโภค พบว่าสัญญาณการใช้จ่ายรายการใหญ่ยังชะลอลง โดยดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ลดลงมาอยู่ที่ 50.4 จาก 54.7 ในเดือนมีนาคม ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ลดลงมาอยู่ที่ 27.9 จาก 31.6 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวลดลงมาอยู่ที่ 74.1 จาก 77.4 และดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจลดลงมาอยู่ที่ 22.2 จาก 24.8 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่ายและการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง
ด้านภาวะทางสังคม ดัชนีความสุขในการดำเนินชีวิตปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 46.1 จาก 49.5 และดัชนีความสุขในอนาคตลดลงมาอยู่ที่ 49.5 จาก 52.6 ขณะที่ดัชนีภาวะค่าครองชีพในปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 22.0 จาก 25.3 และในอนาคตลดลงมาอยู่ที่ 36.3 จาก 39.3 สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ยังเป็นประเด็นสำคัญต่อความรู้สึกของประชาชนในช่วงนี้
อ่านข่าวต้นฉบับ: หอการค้าชี้เศรษฐกิจแผ่ว เชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงต่ำสุด 8 เดือน หวั่นเงินเฟ้อพุ่ง 5%
