ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนต์ปรับเพิ่มขึ้น หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่านยังไม่สามารถบรรลุได้
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนต์ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 69 ที่ผ่านมาว่า การเจรจาหยุดยิงกับอิหร่านอยู่ในภาวะวิกฤต โดยสหรัฐไม่สามารถตกลงในข้อเรียกร้องของอิหร่านที่ต้องการให้ยุติการสู้รบในทุกแนวรบได้ การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ การยกเลิกการคว่ำบาตรของน้ำมันดิบอิหร่าน และการชดเชยความเสียหายจากสงครามที่เกิดขึ้น
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 12 พ.ค. 2569 อยู่ที่ 102.18 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +4.11 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 107.77 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +3.56 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
สำนักงานข้อมูลพลังงานสหรัฐ หรือ EIA ประเมินการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปกที่ปรับลดลง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน เม.ย. 69 ซึ่งเป็นการปรับตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าสองทศวรรษ หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเกือบทั้งหมด โดยนักวิเคราะห์บางส่วนได้คาดการณ์ว่าความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้เกิดช่องว่างของอุปทานถึง 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นอกจากนี้ ตลาดน้ำมันดิบอาจมีแนวโน้มเผชิญกับภาวะขาดแคลนน้ำมัน หากปริมาณน้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ในระดับ ที่จำกัดจากการขาดแคลนน้ำมันดิบที่เกิดขึ้น
สำนักข้อมูลพลังงานของสหรัฐกล่าวเมื่อวันที่ 12 พ.ค. 69 ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายเดือน พ.ค. 69 ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซ จากผู้ผลิตในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง และสามารถเดินเรือได้เป็นปกติ อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยจนถึงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 เพื่อที่จะให้การผลิตน้ำมันและการค้ากลับมาอยู่ในระดับปกติอีกครั้ง
อ่านข่าวต้นฉบับ: ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านยังไม่บรรลุผล
