ทีทีบีคาดเงินบาทอ่อนค่าขึ้นอีก ช่วงครึ่งหลังปี ’69 แม้สงครามจะจบ เหตุบัญชีเดินสะพัดไทยเปราะบางจากสงครามและทิศทางนโยบายการเงินโลกไม่แน่นอน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดการณ์ค่าเงินบาทช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่าอาจมีความเสี่ยงอ่อนค่ามากขึ้น จากความเสี่ยงเรื่องดุลบัญชีเงินสะพัดที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานสูง และความเสี่ยงเรื่องความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินโลก แม้สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะคลี่คลายก็ตาม
ทีทีบีคาดการณ์ความเสี่ยงที่ 1 ว่าบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของไทยมีความเปราะบางสูงต่อผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งดุลการค้า และดุลบริการ โดย Current Account และการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ในภาพรวมมีทิศทางสอดคล้องกัน คือค่าเงินบาทมักปรับอ่อนค่าในช่วงที่ Current Account ขาดดุลหนัก และปรับแข็งค่าในช่วงที่ Current Account มีการเกินดุลสูง
โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลโดยตรงต่อ Current Account ของไทย ผ่านดุลการค้าที่ปรับแย่ลง เพราะไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานที่สูง โดยเฉพาะการนำเข้าจากกลุ่มตะวันออกกลางที่เป็นสัดส่วนหลัก
ทั้งนี้ ไม่ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็วหรือช้า แต่ผลกระทบต่อราคาและอุปทานพลังงานยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากแหล่งผลิตพลังงานสำคัญถูกโจมตีจนเสียหาย ส่งผลให้หลายแห่งมีการหยุดผลิตในช่วงก่อนหน้า ทำให้จำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (Overhaul)
นอกจากนี้ภาพดังกล่าวยังคงไม่นับถึงความเสี่ยงจากภาษีนำเข้ารอบใหม่จากสหรัฐผ่าน Section 301 ที่กำลังใช้เวลาในการตรวจสอบประเทศที่มีนโยบายการค้าไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ และคาดว่าจะมีข้อสรุปในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบ หากมีการบังคับใช้ หลังจากเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่มีสถานะเกินดุลสหรัฐในปี 2568
ในส่วนของดุลบริการ ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามไปบ้างแล้วเช่นกัน หลังการขาดแคลนน้ำมันส่งผลให้เส้นทางการบินต่าง ๆ ถูกรบกวน และหยุดชะงัก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวของกลุ่มยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดของปี 2568 และเป็นกลุ่มที่โดยเฉลี่ยมีการใช้จ่ายสูง หากเทียบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวในภูมิภาค
โดยล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พ.ค. 68) เริ่มมีการปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ลง จาก 36.7 ล้านคน เหลือ 30.07-33.20 ล้านคน ขณะที่การขนส่งเองก็มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบเช่นกันจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น หากเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ผ่านต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามา
นอกจากนี้ทีทีบีคาดการณ์ความเสี่ยงที่ 2 ว่าความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินโลก ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์สำคัญโดยเฉพาะทองคำ จากการเร่งขึ้นของเงินเฟ้อทั่วโลก จากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินโลกปีนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง โดยการสื่อสารของหลายธนาคารกลางในช่วงเดือน พ.ค.69
ส่วนใหญ่มีแนวโน้มสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ท่ามกลางความคาดหวังของตลาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ ประกอบกับบางแห่งเริ่มมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปบ้างแล้ว ในส่วนของ Fed แม้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้มีโอกาสต่ำ แต่การคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปียังคงมีโอกาสอยู่ ประกอบกับ Kevin Warsh ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการลดงบดุลของ Fed จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทั่วโลกโดยเฉพาะราคาทองคำ
ราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นและทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหลักต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ทางการของไทยพยายามออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความสัมพันธ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ หากดูข้อมูลในอดีตพบว่าราคาทองคำมักมีความสัมพันธ์ที่ผกผันกับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่แท้จริง (Real Yield) อาทิ ปี 2556 และปี 2561 ที่ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณลด QE (Quantitative Easing) และขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามลำดับ
ส่งผลให้ราคาทองคำปรับลดลงราว 28% และ 1.6% จากความสัมพันธ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองคำมีความเสี่ยงที่จะไม่ Perform ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่จำกัด เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากทิศทางนโยบายการเงินทั่วโลกเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น ซึ่งน่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี หลังธนาคารกลางหลายแห่งรอดูพัฒนาการของเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ทิศทางการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มมีแนวโน้มสิ้นสุดลง ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งท้ายที่สุดคงปรับดีขึ้น และคาดหวังว่าจะมีบทสรุปก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ หลังทั้ง 2 ฝ่ายยังแสดงความต้องการในการเจรจา ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกเริ่มมีสัญญาณกลับมาเปิดรับความเสี่ยงบ้าง
และค่าเงินบาทมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าเร็ว จากการเป็นสกุลเงินที่มีความผันผวนสูง (High-Beta Currency) อีกทั้งในช่วงครึ่งหลังของปีค่าเงินบาทโดยรวมมักกลับมาเคลื่อนไหวแข็งค่าเสมอ โดยเฉพาะช่วงปลายปี อย่างไรก็ดีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของค่าเงินบาทในปีนี้ยังไม่หมดไป เนื่องจาก 2 ความเสี่ยงดังกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทีทีบีคาดเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าอีก ช่วงครึ่งหลังปี ’69 แม้สงครามจะจบ