ธปท. ชี้สงครามกระทบเศรษฐกิจโตลดลง ดันเงินเฟ้อพุ่งทะยานแตะ 4-5% มองเป็นปัจจัยชั่วคราว-ปีหน้าลดลง ย้ำไม่เห็นสัญญาณ Stagflation พร้อมส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ
ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1/2569” ว่าสงครามที่ลากยาวมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 2 มิติ คือ มิติแรก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยหากไม่เกิดสงครามประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.3% ในปี 2569 แต่พอเกิดสงครามเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มชะลอลง จึงประเมินว่าเศรษฐกิจจะโตชะลอลงมาที่ 1.5%
“สงครามมีผลกระทบที่ค่อนข้างมีนัยต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ”
ส่วนมิติที่สอง เงินเฟ้อที่ติดลบ ในช่วง 2-3 เดือนแรกของปีนี้ ล่าสุดปรับขึ้นมาที่เกือบ 3% และมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยในช่วงที่เหลือของปี ธปท.มองว่า เป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะเห็นเงินเฟ้อปรับขึ้นไปที่ 4-5% ดังนั้นโจทย์ของนโยบายการเงินในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 2 ของปี จึงเปลี่ยนจากความกังวลเงินเฟ้อขาต่ำ มาเป็นกังวลเงินเฟ้อขาสูง และเศรษฐกิจก็เติบโตได้ไม่ดีด้วย
“เงินเฟ้อขาสูง กรรมการ กนง. ก็มองว่าคงจะสูงต่อไปอีกสักพัก โดยเดือน เม.ย. เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้น เรายังจะยังเห็นเพิ่มสูงขึ้นไปอีก แต่กรรมการมองว่าน่าจะเป็นชั่วคราว ปีหน้าน่าจะเห็นเงินเฟ้อปรับลดลง อย่างไรก็ดี ทั้งหมดทั้งปวง ขึ้นกับว่าสงครามสหรัฐกับอิหร่านจะยุติเมื่อไหร่ด้วย ซึ่งหากมอง ณ ปัจจุบันยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ”
ดร.ดอน กล่าวว่า แม้ว่าเงินเฟ้อจะขึ้นไปแตะ 4-5% แต่ ธปท. ยังไม่เห็นสัญญาณ การเกิด Stagflation โดยเงินเฟ้อระดับดังกล่าวไม่ได้ถือว่าสูงมาก
“จริง ๆ แล้วช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน น่ากลัวกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะเงินเฟ้อขึ้นไป 7-8% ซึ่ง กนง. มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในตอนนั้น แต่รอบนี้ดูแล้วยังไม่มีความจำเป็น แต่ก็ต้องติดตามใกล้ชิด”
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อ โดยใน”กรณีฐาน” ที่ใช้ประมาณการ อยู่บนสมมุติฐานว่า ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้ภายในครึ่งแรกของปี การเจรจาได้ข้อยุติ และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักแค่ปลายครึ่งแรกของปี แล้วค่อย ๆ กลับสู่ปกติในครึ่งปีหลัง ส่วนราคาน้ำมันประเมินว่าจะค้างสูงอยู่ในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะคลี่คลายในครึ่งปีหลัง แต่โดยรวมราคาจะยังสูงกว่าก่อนเกิดสงคราม
ขณะที่ “กรณีเลวร้าย” คือ ความขัดแย้งจะยืดเยื้อไปตลอดทั้งปีนี้ การเดินเรือจะหยุดชะงัก แล้วค่อยทยอยเดินเรือได้ในครึ่งปีหลัง ราคาน้ำมันจะสูง ค้างนานกว่ากรณีฐาน และ จะมีเรื่องความตึงตัวและการขาดแคลนวัตถุดิบ จนเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะกระทบการผลิตและการจ้างงาน
“ตอนนี้เรามองว่า ยังเป็นกรณีฐานอยู่ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปีนี้น่าจะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปีหน้าลงมาที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”
นางปราณีกล่าวว่า ราคาพลังงานที่สูง และวัตถุดิบที่ตึงตัว จะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนธุรกิจ โดยการบริโภคภาคเอกชนคาดจะชะลอลงที่ 1.6% ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะเข้ามาลดลง ปีนี้คาดว่าจะมีเข้ามา 33 ล้านคน ทรงตัวเท่ากับปีก่อน แต่ลดลงจากที่คาดการณ์เดิมก่อนเกิดสงครามประมาณ 2 ล้านคน
“วันที่เราประเมินผลกระทบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ในกรณีฐาน เราพอทราบว่าจะใช้เงินกู้เป็น 2 ก้อน ซึ่งในตัวประมาณการที่คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 0.6% นั้น ได้รวมการใช้เงินก้อน 2 แสนล้านบาทแรกไว้แล้ว จากเรื่องการทำมาตรการคนละครึ่ง และการโอนเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในขณะที่ 2 แสนล้านบาทหลัง เรายังไม่ได้ให้ผลมากในปีนี้ ดังนั้นก็จะล้อกับสถานการณ์ปัจจุบัน”
นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อปีนี้จะเร่งขึ้น โดยปีนี้จะอยู่ที่ 2.9% และจะลดลงมาที่ 1.5% ในปี 2570 ตามปัจจัยเรื่องราคาพลังงาน ซึ่ง ธปท. ประเมินว่า มีความเสี่ยงจำกัดที่จะเกิด second-round effect หรือ การที่ราคาสินค้าและบริการจะปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวงกว้าง และฝั่งตัวในระบบเศรษฐกิจจากการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูญเสียการยึดเหนี่ยว
“อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการตั้งราคาสินค้าของผู้ประกอบการ และ เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด เพราะว่าช็อกครั้งนี้ เป็นช็อกด้านอุปทานที่ค่อนข้างใหญ่”
นายสุรัชกล่าวว่า การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายสามารถรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเงินได้หลายฉากทัศน์ โดยหากปรับขึ้นเร็วเกินไปอาจจะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจ แต่หากปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะไม่ใช่การบริหารความเสี่ยงที่ดี เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนสูง การลดอัตราดอกเบี้ยอาจจะเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ
ดังนั้น การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในปัจจุบัน ถือเป็นการบริหารความเสี่ยง
“คณะกรรมการ กนง. เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ต่อปี เป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง จึงต้องติดตามผลกระทบของสงครามและปัจจัยอื่น ๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ธปท.ชี้สงครามฉุดเศรษฐกิจไทย ดันเงินเฟ้อพุ่งสูงชั่วคราว ส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยถึงสิ้นปี
