ในการแถลง FETCO ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 โดย “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ล่าสุด ซึ่งเป็นการแถลงครั้งสุดท้าย ก่อนที่เจ้าตัวจะครบวาระ 4 ปี มีการชี้ให้เห็นภาวะตลาดทุนไทยที่ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือน เม.ย. 2569 (YTD) ถือว่าฟื้นตัวกลับมาระดับที่พอใช้ได้ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง
โดย “ดร.กอบศักดิ์” ชี้ว่า SET Index ปรับตัวขึ้น 18.6% เป็นอันดับ 3 ของตลาดหุ้นทั่วโลก รองจากเกาหลี และไต้หวัน ซึ่งเฉพาะในเดือน เม.ย. SET Index ปรับขึ้น 3.1% จากเดือนก่อนหน้า
“ตลาดหุ้นเราถือว่ากลับมา Perform ดีพอสมควร เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยก่อนจะมีวิกฤตสงครามอิหร่าน ตลาดเรา Perform ดีมาก แต่หลังจากมีการโจมตีกัน ตอนแรกมีเซอร์กิตเบรกเกอร์ แต่หลังจากนั้นก็ถือว่าหุ้นของเรา Perform ดีมาก ๆ กลับมาที่ 1,500 จุดได้อีกแล้ว และฐานแน่นกว่ารอบที่แล้ว”
ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) ช่วงที่เกิดเหตุสู้รบกัน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ก็พุ่งกระฉูดขึ้นทันที จากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ แต่หลังจากที่มีการตกลงหยุดยิงในช่วงต้นเดือนเมษายน จะเห็นว่าบอนด์ยีลด์อายุ 2 ปี ก็ปรับลงมา ถือว่ากลับสู่ภาวะปกติ
“ตลาดทุนเราได้กลับมาเป็นปกติมากขึ้น เมื่อเทียบกับเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ที่ทุกคนกังวลใจว่าจะมี Panic”
“ดร.กอบศักดิ์” กล่าวว่า ภาพรวมตลาดทุนไทยปีนี้ ถือว่าดี โดย SET50, SET100 และ SET ESG ปรับตัวดีขึ้นกันหมด ยกเว้นตลาด mai ที่ยังไม่กระเตื้องขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าขณะนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากสงครามการค้า ที่มีการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า ธปท.กำลังดำเนินการปรับปรุงมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” เพื่อให้มารองรับผลกระทบจากสงครามอิหร่านได้ด้วย เนื่องจากมาตรการเดิมออกแบบไว้ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันก็มีมาตรการ “SMEs Secure+” ที่อยากให้แบงก์ปล่อยกู้ช่วยเอสเอ็มอี ซึ่งมาตรการนี้จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนทางด้านความเสี่ยง และการใช้หลักประกันในการขอสินเชื่อของแบงก์
“มาตรการ ‘SMEs Secure+’ เปิดทางให้สามารถนำที่ดินเข้ามาเป็นหลักประกันขอสินเชื่อได้ด้วย ตรงนี้จะทำให้มีสภาพคล่องเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้ เรากำลังติดตามสถานการณ์หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ หากมีความจำเป็นต้องผ่อนปรนมากกว่านี้ จากเดิมที่เราใช้มาตรการฟ้าส้ม ก็จะถูกนำมาใช้”
ด้าน “ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์” ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจ SMEs ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ธนาคารเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “สินเชื่อ Krungsri SME เสริมพลัง 2 เท่า” โดยให้วงเงินกู้สูงสุด 2 เท่าของหลักประกัน ผ่อนสบายนานสูงสุด 10 ปี ส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และการค้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย ให้สามารถพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกยังคงตึงเครียดและมีความไม่แน่นอนสูง อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยต่างได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม
“สินเชื่อดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้สามารถปรับตัว พัฒนา และต่อยอดขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว มาพร้อมวงเงินสินเชื่อสูงสุดถึง 2 เท่าของมูลค่าหลักประกัน หรือวงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 10 ปี และรองรับหลักประกันได้ทั้งในรูปแบบทรัพย์สินและเงินฝาก”
อ่านข่าวต้นฉบับ: ตลาดหุ้น mai ฟุบ SMEs ไทยอ่วมหนัก ธปท.แก้ปมสินเชื่อ