ธปท.จ่อผ่อนเกณฑ์ SLL ปลดล็อกธุรกิจรายใหญ่ขยับลงทุนเพิ่ม ปลดล็อกแบงก์ต่างชาติขยายปล่อยกู้หนุนขยายธุรกรรมสีเขียว-ลงทุนระหว่างประเทศ-ตั้งศูนย์บริหารเงิน ขณะที่แบงก์หนุนแนวคิด ธปท. ปรับเพดานปล่อยกู้ SLL เกิน 25% ดันลงทุนพลังงานทดแทน-ติดโซลาร์เซลล์เพิ่ม หวังไทยเป็น “Financial Center” ฟาก “Bank of America” มองเกณฑ์เดิมจำกัดการเติบโตธุรกิจรายใหญ่ในประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น เกี่ยวกับการปรับแนวนโยบาย เรื่องแนวทางการพิจารณาผ่อนผันการกำกับลูกหนี้รายใหญ่แก่กลุ่มที่มีศักยภาพและมีฐานะกิจการที่มั่นคงสำหรับธนาคารพาณิชย์ เพื่อขยายขอบเขตธุรกรรมการผ่อนผันหลักเกณฑ์การกำกับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit : SLL) ให้สอดรับกับความต้องการสินเชื่อภายใต้บริบทสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน จากข้อกำหนดเดิมที่จำกัดเฉพาะกรณีโครงการโครงสร้างหรือธุรกิจที่เป็นกลไกสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมารูปแบบการดำเนินธุรกิจของสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศได้มีการปรับเปลี่ยน โดยสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศหลายแห่งได้หันมาให้บริการลูกค้านิติบุคคลเป็นหลัก และจำกัดหรือเลิกการให้บริการลูกค้ารายย่อยวงกว้าง ทำให้สาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่ให้บริการลูกค้านิติบุคคลเป็นหลัก (Wholesale-Only Branch) มีความเสี่ยงเชิงระบบที่เปลี่ยนไป
นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติเกิน 49% ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศยังมีข้อจำกัดในการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการทางการเงินอย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากหลักเกณฑ์การกำกับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit : SLL) ที่ ธปท.กำหนด
ดังนั้น ธปท.จึงเห็นสมควรขยายขอบเขตการพิจารณาผ่อนผันการกำกับลูกหนี้รายใหญ่ เพื่อส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศสามารถนำความชำนาญมาสนับสนุนการให้บริการทางการเงินที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ และเอื้อต่อระบบเศรษฐกิจไทยในด้านที่ภาครัฐและ ธปท.สนับสนุนได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยถ่ายโอนความเสี่ยงออกจากระบบการเงินไทยไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น ขณะที่ ธปท.ยังคงมีการกำกับภายใต้กรอบการดูแลความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว (Concentration Risk) ที่เหมาะสมและรัดกุม
สำหรับธุรกรรมที่มีการขยายขอบเขตการผ่อนผันเกณฑ์การกำกับลูกหนี้รายใหญ่ ได้แก่ 1.ธุรกรรมเพื่อช่วยสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน โดยกำหนดระยะเวลายื่นขอผ่อนผันเป็นการชั่วคราวภายใน 5 ปี โดยธุรกรรมมีลักษณะดังนี้ 1.1 ธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้ในโครงการที่เกี่ยวข้องความยั่งยืน โดยธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศต้องมีกระบวนการคัดกรองโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ พร้อมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานต่อเนื่องตลอดอายุโครงการ
1.2 ธุรกรรมที่อ้างอิงกับผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนของลูกหนี้ (Performance Target Financing) โดยจะต้องมีกระบวนการประเมินดัชนีชี้วัดความสำเร็จทั้งก่อนการทำธุรกรรม เพื่อให้มั่นใจว่าตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนของลูกหนี้ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งขอบเขตดังกล่าวบังคับใช้กับธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศด้วย
2.ธุรกรรมเพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ (Cross-Border Fnancing) โดยเป็นสินเชื่อที่มีลักษณะ ได้แก่ 2.1 ธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (TDI) 2.2 ธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศชัดเจน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เช่น การจัดให้มีการถ่ายทอดความรู้ และทักษะความชำนาญแก่บุคลากรในประเทศ เป็นต้น และ 2.3 ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center : TC)
อย่างไรก็ดีการผ่อนผันหลักเกณฑ์ SLL ดังกล่าวจะพิจารณาเป็นรายกรณี โดยต้องแสดงเหตุและความจำเป็น
นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจขนาดใหญ่ และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธปท. กำหนดเกณฑ์ SLL ที่ 25% ของเงินกองทุน ซึ่งบริษัทรายใหญ่ในประเทศไทยหลายบริษัทจะติดเพดานดังกล่าวแล้ว ทำให้การลงทุนใหม่ค่อนข้างยาก
“การผ่อนคลายหลักเกณฑ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในเรื่องของสีเขียวและความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศ ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะลูกค้ารายใหญ่ที่มีความต้องการลงทุนในเรื่องของสีเขียว เช่น การตั้งโรงงานพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือการติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) เพิ่มเติม ทำให้มีความต้องการกู้เงินเพิ่ม อาจจะกู้เพิ่มไม่ได้ เพราะติดเกณฑ์ SLL”
นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) กล่าวว่า การปรับเกณฑ์ SLL เพื่อให้สอดคล้องกับประเทศที่จะส่งเสริมด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียวที่นำมาบังคับใช้กับธนาคารพาณิชย์ไทยด้วย ซึ่งอาจจะต้องดูรายละเอียดการปล่อยสินเชื่อความยั่งยืนจะเป็นลักษณะใด เช่น ปัจจุบันจะมี Green Loan หรือ Blue Bond เพื่อลดคาร์บอน หรือเฉพาะเจาะจงในการลดใช้พลังงาน จึงเป็นเรื่องที่ต้องรอรายละเอียด เพราะตอนนี้เฮียริ่งยังเปิดกว้าง
สำหรับการขยายในธุรกรรมเรื่อง FDI หรือ TDI รวมถึงธุรกิจ TC จะเป็นการผ่อนผันให้ธนาคารต่างประเทศ เนื่องจากต้องการส่งเสริมให้ไทยเป็น Financial Center ซึ่งการทำธุรกรรมดังกล่าวจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่จะขอสินเชื่อ หรือทำธุรกรรมผ่านศูนย์บริหารเงิน แต่ส่วนใหญ่ก็จะติดเกณฑ์ SLL ดังนั้น ธปท.ต้องการจะสนับสนุนจึงมีการปรับเกณฑ์ให้มีความผ่อนคลายมากขึ้น
“โดยรวมถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าติดเกณฑ์ SLL สถาบันการเงินก็ไม่กล้าปล่อยกู้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทใหญ่ ๆ ติดเกณฑ์ตรงนี้หมด และหากมีความต้องการให้ต่างประเทศเข้ามาตั้งศูนย์ในประเทศ ธปท.ก็จำเป็นต้องขยายเกณฑ์ แต่ก็ทำด้วยความระมัดระวัง เพราะถือเป็นความเสี่ยงแม้จะเป็นเรื่องยั่งยืนก็ตาม”
นางสาวอรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งอเมริกา (Bank of America) สาขาประเทศไทย กล่าวว่า เกณฑ์ SLL เดิมธนาคารสามารถปล่อยกู้ธุรกิจรายใหญ่ได้แค่ 25% ของเงินกองทุน แต่เงินกองทุนของธนาคารถึงระดับ 2 หมื่นล้านบาท หากคิดที่ 25% จะอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่จะปล่อยกู้เต็มเพดานหมดแล้ว จึงกลายเป็นการจำกัดการเติบโตภายในประเทศไทย
“ที่ผ่านมาธนาคารได้พยายามขอ ธปท.ผ่อนผันเกณฑ์ SLL โดยยกตัวอย่างในสิงคโปร์ที่ไม่ได้จำกัดทุนจดทะเบียนบริษัท แต่ ธปท.อาจจะมองว่าธนาคารต่างชาติอาจจะเข้ามาแข่งขันกับธนาคารไทย จึงออกเกณฑ์ว่าจะพิจารณาอนุมัติให้เป็นรายกรณีไป แต่จะต้องมีประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากมีการผ่อนเกณฑ์ก็คงต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไร”
อ่านข่าวต้นฉบับ: แบงก์ชาติหนุนธุรกิจใหญ่ลงทุน ผ่อนปรน‘SLL’ธนาคารปล่อยกู้ได้เกิน25%
