ในงานสัมมนา “Matichon X AIS Forum 2026 : Innovation Changes Thailand นวัตกรรมเปลี่ยนประเทศ” เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าด้านนวัตกรรม และศักยภาพของประเทศไทยในการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อน มี “ภัคชนม์ หุ่นสุวรรณ์” ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โรวูล่า ประเทศไทย จำกัด (ROVULA)
สตาร์ตอัพด้านหุ่นยนต์อัตโนมัติภายใต้ บมจ.ปตท.สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม เป็นหนึ่งในวิทยากรที่ขึ้นเวทีสะท้อนมุมมองและความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรม “ดีปเทค” ยานสำรวจอัตโนมัติ จากปัญหาในการทำงานขององค์กร ร่วมกับภาคการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา สู่โมเดลธุรกิจที่เริ่มรับรู้รายได้ และเจาะตลาดภูมิภาคอาเซียนได้สำเร็จ
“ภัคชนม์” อธิบายการทำงานในส่วนการสำรวจท่อส่งก๊าซใต้ทะเลว่า มีปัญหาความเสี่ยงจากการใช้สายเชื่อมต่อกับเรือสำรวจบนผิวน้ำ ทำให้ในบางครั้งเป็นอันตรายเมื่อเข้าใกล้แท่นขุดเจาะ ใช้ทั้งทุนและเวลามาก หากสามารถสร้างหุ่นยนต์สำรวจอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้คนเลยจะเป็นการดี จึงเริ่มพัฒนายานสำรวจ “Xplorer” เป็นยานยนต์ใต้น้ำอัตโนมัติ (Autonomous Underwater Vehicle – AUV) โดยฝีมือวิศวกรไทย เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการตรวจสอบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเล
โดยยังคงจุดเด่นสำคัญ คือการทำงานแบบไร้สาย (Wireless) และขับเคลื่อนด้วยระบบอัจฉริยะ (Autonomous) ช่วยให้การทำงานรวดเร็วกว่าเทคโนโลยีเดิมที่ใช้สายลากจูง (ROV) ถึง 2 เท่า และช่วยลดความเสี่ยงของเรือสนับสนุนในสภาวะอากาศแปรปรวน
“จุดเริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม คือ ปตท.สผ. และภาคการศึกษา คือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้เวลาพัฒนากว่า 8 ปี ปัจจุบันก้าวสู่การเป็น Corporate Startup และยาน Xplorer 2.0 รุ่นล่าสุด ให้บริการเชิงพาณิชย์ได้แล้วทั้งในและต่างประเทศ ในปลายปี 2567 ที่ผ่านมา”
ผู้บริหารบริษัท โรวูล่า ประเทศไทย เปิดเผยด้วยว่า รายได้ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ทำรายได้ราว 145 ล้านบาท ทำให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินการโดยไม่ต้องพึ่งบริษัทแม่ และคาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าจะพลิกทำกำไรได้สำเร็จ
แต่มีความน่าสนใจคือ เป็นรายได้จากการดำเนินการในต่างประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซียเกินครึ่งของรายได้รวม และกำลังเจรจาเข้าไปให้บริการในอินโดนีเซีย และในอนาคตจะขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนด้วย
“แม้สัดส่วนรายได้ในมาเลเซียจะมากกว่าที่ประเทศไทย แต่ก็ยังสะวิงไปมา เพราะปีไหนที่ไทยมีโครงการสำรวจและซ่อมท่อส่งก๊าซรายได้ก็จะมากขึ้น แต่โดยรวมยังนับว่ารายได้จากมาเลเซียสูงกว่าอยู่ดี”
ยานสำรวจ Xplorer ออกแบบมาเพื่อแก้ข้อจำกัดของเทคโนโลยีการตรวจสอบท่อใต้ทะเลแบบเดิม ด้วยวิศวกรรมขั้นสูงเพื่อให้สามารถทำงานภายใต้ความกดอากาศสูงที่ระดับความลึกสูงสุด 300 เมตร มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการนำทางแม้ในสภาวะที่ท่อบางส่วนอาจถูกฝังอยู่ใต้ดิน
ด้วย Computer Vision และ AI สามารถใช้ในการประมวลผลภาพเพื่อระบุตำแหน่งและวิ่งตามแนวท่ออัตโนมัติ รวมถึง Multi-sensor Fusion ผสานข้อมูลจากโซนาร์ (Sonar) และแผนที่แนวท่อที่อัพโหลดไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความแม่นยำสูงสุด
เมื่อปล่อยยานสำรวจข้อมูลทั้งหมดจะอัพโหลดขึ้น Web Application เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้จากทุกที่ ทั้งข้อมูล วิดีโอความละเอียดสูงและภาพจากโซนาร์ กราฟแสดงการกัดกร่อนของท่อในแต่ละจุด Digital Twin ในรูปแบบโมเดล 3 มิติของแนวท่อ, บันทึกเหตุการณ์ ซึ่งในอนาคตจะเปลี่ยนจากการใช้คนรีวิวเป็นระบบ AI ทั้งหมด
ปัจจุบันพัฒนาสู่ Commercial Model V.2 และเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบโดยมีการตรวจสอบท่อไปแล้วกว่า 700 กิโลเมตร ทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย (รัฐซาราวัก) และมีแผนขยายบริการไปทั่วเอเชียและระดับโลก
“ภัคชนม์” ยังกล่าวด้วยว่า ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ ที่มีอยู่สามารถจะต่อยอดไปในธุรกิจต่าง ๆ ได้ มีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างระบบนิเวศ “ยานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับ” ที่สมบูรณ์แบบ และในระยะอันใกล้จะพัฒนาแพลตฟอร์มแท่นจอดใต้น้ำ (Docking Station) เพื่อสร้างการควบคุมระยะไกลจากทุกที่ ทำให้ผู้ควบคุมไม่จำเป็นต้องอยู่บนเรือ แต่สามารถสั่งการได้จากสำนักงานหรือที่ใดก็ได้ ซึ่งการมีแพลตฟอร์มจอดใต้น้ำยังทำให้ทำงานต่อเนื่อง 24/7
“Docking Station จะกระจายอยู่ตามแหล่งผลิตเพื่อให้หุ่นยนต์ทำงานและชาร์จไฟได้เอง ลดการเช่าเรือสนับสนุนขนาดใหญ่ ลดการใช้แรงงานในพื้นที่เสี่ยง (Offshore) และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้เรือสนับสนุนขนาดใหญ่ เทคโนโลยียานสำรวจนี้เริ่มจากปัญหาที่เราเห็นในการทำงานที่ ปตท.สผ. จากนั้นก็นำไปวิเคราะห์ และให้ภาคการศึกษา น้อง ๆ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วยกันออกแบบ แล้วแยกตัวไปเป็นสตาร์ตอัพ และพัฒนาต่อเนื่องมากว่า 8 ปี มีความร่วมมือทั้งจากในองค์กร ภาคการศึกษา และพันธมิตร ทำให้เห็นว่าดีปเทคที่เราพัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ และสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ได้จริง ซึ่งผมเชื่อว่าเทคโนโลยีการสำรวจใต้น้ำบางอย่างที่เรามียังไม่มีใครในโลกนี้มี”
และมีโอกาสที่จะขยายเทคโนโลยีสู่ตลาดใหม่ ๆ ทั้งด้านความมั่นคง เช่น เทคโนโลยีต่อต้านเรือดำน้ำและการค้นหาทุ่นระเบิด ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล เช่น การสำรวจทรัพยากรและมอนิเตอร์สภาพแวดล้อมทางทะเล และเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้นวัตกรรมเพื่อนำพาประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศที่มีรายได้สูง
“ภัคชนม์” ได้ให้มุมมองด้วยว่า การที่บริษัทสามารถพัฒนา “ดีปเทค” มาเป็นธุรกิจใหม่ได้สำเร็จ มีกุญแจความสำเร็จ ประกอบด้วย
1.ความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา มีการทำงานร่วมกันอย่างหนักระหว่างภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย โดยภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน และคาดหวังผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการวิจัย
2.กลยุทธ์การแยกตัวเป็นสตาร์ตอัพ ช่วยให้ทีมงานมีความคล่องตัวสูงขึ้น โฟกัสกับงานได้อย่างเต็มที่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด
3.การสนับสนุนในระยะยาวจากบริษัทแม่ (ปตท.สผ.) ที่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเงินทุน แต่รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวคิด การกำหนดเป้าหมาย (Milestone) และทิศทางในการดำเนินธุรกิจ
4.องค์ความรู้เฉพาะทางที่ลึกซึ้ง ทีมงานมีความรู้และความเชี่ยวชาญโดยตรงในด้านการตรวจสอบท่อส่งปิโตรเลียมใต้น้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ
5.การมีพื้นที่ทดสอบจริง (Sandbox) การได้รับโอกาสให้นำหุ่นยนต์ไปใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง (Real Field) ของ ปตท.สผ. ทำให้วิศวกรสามารถเผชิญและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมจริง ซึ่งไม่สามารถหาได้จากห้องทดลอง
และ 6.ความเชื่อมั่นในศักยภาพของวิศวกรไทย ด้วยโครงการมีการบ่มเพาะบุคลากรตั้งแต่ระดับนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ซึ่งต้องเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และปลุกปั้นจนสามารถนำความรู้มาสร้างนวัตกรรม สร้างงาน และเป็นกำลังสำคัญของประเทศ
อ่านข่าวต้นฉบับ: ROVULA จุดพลุ ดีปเทคไทยลุยอาเซียน ยานสำรวจใต้ทะเล พลิกกำไรใน 3 ปี