เอกนิติ ชี้แจงกรณีฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ชี้จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน-เยียวยากลุ่มเปราะบาง ย้ำยายิ่งออกฤทธิ์ช้า ยิ่งต้องกินเร็ว-ไม่เห็นด้วยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน-ยันไทยช่วยไทยพลัสยังเป็นไปตามไทม์ไลน์เดิม “สันติธาร” ระบุหากไม่กู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ปีหน้าเศรษฐกิจอาจถดถอยอีก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านคัดค้านการใช้เงินจากพระราชกำหนดกู้เงินไปกับการ Transition หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่าฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ค้านไป แต่หากเราแก้ปัญหาตั้งแต่วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ที่ราคาพลังงานขึ้นสูง วันนี้เราก็จะมีปัญหาเรื่องราคาพลังงานน้อยลง และจะไม่เดือดร้อนมากเท่านี้ เมื่อวิกฤตครั้งนี้ยังไม่จบ ไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิง 60% ของการผลิตไฟฟ้า และส่งผลให้ค่าไฟแพงขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนผ่านเพื่อป้องกันตั้งแต่วันนี้
“เราเหมือนกับคนป่วยเป็นโรคที่ต้องกินยานำเข้าจากเมืองนอก เรานำเข้าน้ำมันซึ่งเป็นของจำเป็น ดังนั้นทำไมเราไม่แก้ปัญหาตั้งแต่วันนี้ เราจะรอกินยาอีก 5 เดือน รองบประมาณปี 70 ค่อยไปทำ transition หากวันนั้นยังรบกันไม่จบ ราคาพลังงานยังสูงอยู่ จะรอวันนั้น รอให้คนตายก่อนหรอครับ ฉะนั้นตอนนี้จึงมีความจำเป็นในการ transition วันนี้เราจึงต้องทั้งเยียวยาและเปลี่ยนผ่านไปพร้อม ๆ กัน ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ยายิ่งออกฤทธิ์ช้า ยิ่งต้องกินเร็ว ไม่ควรรอให้คนเดือดร้อนและตายก่อน” นายเอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ นายเอกนิติยืนยันว่า รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้เยียวยากลุ่มเปราะบาง และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะตอนนี้ประเทศกำลังเจอวิกฤตปากท้อง ค่าครองชีพ ที่เห็นผลกระทบชัดเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตสงครามที่ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร สู่วิกฤตพลังงานที่ยังสูงอยู่ และวิกฤตต้นทุนพุ่ง รวมถึงกำลังไปสู่วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากเงินเฟ้อ 2.9% ซึ่งอาจลามไปถึงวิกฤกตกงาน ซึ่งวิกฤตปากท้องครั้งนี้ไม่เหมือนกับวิกฤตต้มย้ำกุ้งปี 2540 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 รวมถึงวิกฤตโควิด-19 ปี 2563 จึงแก้ปัญหาด้วยวิธีแบบเดิมไม่ได้
“คนตัวใหญ่มีกำลังรับมือผลกระทบได้ แต่คนตัวเล็กมีกำลังน้อย และมีหนี้ครัวเรือนสูง เศรษฐกิจจะหดตัว คนจะตกงาน เราจึงต้องตัดวงจรนี้ โดยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้วิกฤต เยียวยากลุ่มเปราะบางและเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เนื่องจากในอดีตเคยใช้วิธีนี้แล้ว ทำให้รัฐบาลเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท และไม่ได้ประโยชน์กลับมาเลย สุดท้ายรายได้รัฐบาลมีปัญหาและต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม นอกจากนี้ การลดภาษีน้ำมันเป็นการช่วยเหลือคนเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้รถเท่านั้น คนขับรถเบนซ์ที่มีกำลังมากก็จะได้ประโยชน์ไป ซึ่งการออก พ.ร.ก.กู้เงินจะช่วยคนกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุดมากกว่า
นายเอกนิติกล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทมีความจำเป็นทั้งหมด เนื่องจากว่าแหล่งเงินจากการโอนงบประมาณปี 2569 เหลือแค่ 2 หมื่นล้านบาท และงบประมาณกลางของปี 2569 เหลือ 2 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ข้อเสนอการลดภาษีน้ำมันจะทำให้ต้องกู้เพื่อชดเชย ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องชนเพดานตามกฎหมายการทำงบประมาณ
นายเอกนิติกล่าวว่า ในวันนี้ (14 พ.ค.) คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้จะพิจารณาโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะมีโครงการคนละครึ่งพลัส ให้ผู้ได้สิทธิ 30 ล้านคน เป็นการที่รัฐช่วยจ่าย 60% และผู้ได้รับสิทธิจ่าย 40% นอกจากช่วยคนรายได้น้อยแล้ว ยังช่วยร้านค้ารายย่อย
โดยจะช่วยคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.2 ล้านคน ที่รัฐจะจ่ายเพิ่มให้อีก 700 บาท เป็นเดือนละ 1,000 บาท โดยจะทยอยแบ่งจ่ายเป็น 2 รอบ เนื่องจากจะเปิดลงทะเบียนพิจารณาสิทธิใหม่ ซึ่งหากวันนี้คณะกรรมการกลั่นกรองเห็นชอบจะเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า (19 พ.ค.) และจะเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค. เริ่มใช้จริง 1 เม.ย. ตามไทม์ไลน์เดิม
นอกจากนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังมีมาตรการของกระทรวงอื่นรวมอยู่ด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง รวมถึงช่วยเหลือเกษตรกรด้วย
ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพราะเริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบทางเศรษฐกิจชัดขึ้นและมาเป็นระลอกแล้ว หากไม่กู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ปีหน้าเศรษฐกิจอาจถดถอยอีก และแม้ว่า GDP ของปี 2569 จะยังเป็นบวก แต่รายได้แรงงานปีนี้ขยายตัวติดลบเป็นปีแรก จากก่อนโควิดที่ขยายตัว 4.8% ปี 68 ลดลงขยายตัวได้ 1-2% ดังนั้นการออก พ.ร.ก.กู้เงิน จึงเป็นการป้องกันปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด
“ตอนนี้สถานการณ์ทั้งโลกคือของแพงขึ้น กำลังซื้อตกต่ำ คนในประเทศจับจ่ายน้อยลง SME อาจล้มหายไป หากเราจะพึ่งพาจากนักท่องเที่ยว เขาก็อาจไม่มา เพราะราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและไฟลต์บินที่ยกเลิก มันเป็นระลอกที่เราเห็นแล้ว เหมือนแผ่นดินไหวที่เรารู้ว่าจะมีอาฟเตอร์ช็อก เราจะนั่งดูมันเฉย ๆ ไม่ได้ แต่เราจะเตรียมพร้อมรับมือกับมัน” ดร.สันติธาร กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: เอกนิติ โต้ฝ่ายค้านปมออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยันต้องช่วยกลุ่มเปราะบาง-เปลี่ยนผ่านพลังงาน