UBE เผยไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขาย 1,164.7 ล้านบาท ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังโต 46.8% ร้านอาหารโต 9.6% จากไตรมาสก่อน ส่งสัญญาณผลดำเนินงานเริ่มฟื้นตัว พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Operational Excellence ใช้ระบบ Multi-feed บริหารต้นทุนวัตถุดิบ หลังราคาหัวมันสดมีแนวโน้มขยับสูง เร่งต่อยอดธุรกิจเอทานอล แป้งมัน-ฟลาว และร้านอาหารญี่ปุ่น
นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า แผนธุรกิจไตรมาส 2/2569 ของ UBE Group และบริษัท อุบลซันฟลาวเวอร์ จำกัด บริษัทในเครือ จะมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ หรือ Operational Excellence เพื่อยกระดับการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ รองรับความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
บริษัทจะเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเอทานอล ธุรกิจมันสำปะหลังและฟลาว และธุรกิจร้านอาหาร ควบคู่กับการสร้าง New S-Curve ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หรือ High Value Products เช่น เอทานอลเกรดยาสำหรับอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง รวมถึงเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF สำหรับอุตสาหกรรมการบินที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
นางสาวสุรียสกล่าวว่า บริษัทวางแผนบริหารจัดการความแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านการส่งเสริมเกษตรกร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารใน 3 มิติ ได้แก่ การยกระดับผลผลิตและความสามารถในการรับมือสภาพแวดล้อม หรือ Yield & Resilience โดยส่งเสริมการใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่ทนทานต่อโรคและสภาพแล้ง โดยเฉพาะพันธุ์อิทธิที่บริษัทฯ ร่วมพัฒนากับภาครัฐ พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีการเกษตร
มิติที่ 2 คือ การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า หรือ Circular Economy ผ่านโครงการอุบลโมเดล โดยนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิต เช่น น้ำกากส่าและกากมัน ไปใช้เป็นสารปรับปรุงดินแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ตามหลัก Zero Waste
ส่วนมิติที่ 3 คือ การเชื่อมเกษตรกรสู่ยุทธศาสตร์พลังงานชาติ โดยยกระดับมันสำปะหลังจากสินค้าเกษตรไปสู่วัตถุดิบพลังงานสะอาด สำหรับป้อนอุตสาหกรรมเอทานอล E20 และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF
สำหรับธุรกิจเอทานอล บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนเต็มกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใช้น้ำมัน E20 แทนแก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มขึ้น จากกลไกราคาที่เปลี่ยนแปลง พร้อมพัฒนาศักยภาพการใช้วัตถุดิบแบบ Multi-feed โดยนำกากน้ำตาลมาใช้ในกระบวนการผลิตเอทานอลร่วมกับวัตถุดิบหลัก
แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาวัตถุดิบ บริหารความผันผวนทั้งด้านราคาและปริมาณ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบเพียงประเภทเดียว และทำให้บริษัทใช้ทรัพยากรและกำลังการผลิตได้อย่างคุ้มค่า
ขณะที่ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังและฟลาว บริษัทวางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อตอบโจทย์ตลาดสินค้ามูลค่าสูง เช่น แป้งและฟลาวมันสำปะหลังคุณภาพสูง หรือ Premium Graded-Native Starch and Cassava Flour และแป้งฟังก์ชันฉลากสะอาด หรือ Clean-label Starch หลังราคาส่งออกแป้งมันดิบเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นกว่า 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดโลก
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาโอกาสลงทุนในธุรกิจที่ตอบรับเมกะเทรนด์โลก ทั้งสุขภาพเชิงป้องกัน การดูแลความเป็นอยู่ที่ดี กลุ่มผู้สูงวัย รวมถึงเตรียมเปิดตัวอาหารพร้อมรับประทาน หรือ Ready to Eat ส่วนธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ “Oshinei” มีแผนเปิดเพิ่มอีก 5 สาขา
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 หรือเดือนมกราคม-มีนาคม กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขาย 1,164.7 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ในประเทศ 782.9 ล้านบาท คิดเป็น 67% และรายได้จากการส่งออก 381.8 ล้านบาท คิดเป็น 33%
เมื่อแยกตามธุรกิจ พบว่า ธุรกิจเอทานอลมีรายได้ 454.1 ล้านบาท ชะลอตัว ขณะที่ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมีรายได้ 486.3 ล้านบาท เติบโต 46.8% จากไตรมาสก่อนหน้า และธุรกิจร้านอาหารมีรายได้ 219.3 ล้านบาท เติบโต 9.6% จากไตรมาสก่อนหน้า
ด้านอัตรากำไรขั้นต้น หรือ Gross Margin เพิ่มขึ้นเป็น 154.7 ล้านบาท เติบโต 68% จากไตรมาสก่อน จากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ราคาหัวมันสำปะหลังสด ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของเอทานอล เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาเฉลี่ย 2.13 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 2.62 บาทต่อกิโลกรัม
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมเอทานอลปี 2569 คาดว่าจะเติบโตเชิงโครงสร้าง จากการเปลี่ยนสัดส่วนการใช้น้ำมันจาก E10 ไปเป็น E20 มากขึ้น โดยมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวเร่ง และแรงสนับสนุนจากภาครัฐที่ผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลบวกต่อปริมาณขายเอทานอลในช่วงไตรมาส 3-4
ขณะที่ทิศทางราคามันสำปะหลังมีแนวโน้มขยับขึ้นต่อเนื่อง และมีโอกาสทำสถิติใหม่ในรอบหลายปี โดยราคาซื้อขายหัวมันสดพุ่งแตะระดับ 2.78-3.10 บาทต่อกิโลกรัม จากผลผลิตและคุณภาพแป้งที่ลดลง เนื่องจากโรคใบด่าง อากาศแปรปรวน และต้นทุนราคาดีเซลที่ขยับแตะ 48.40 บาทต่อลิตร
“UBE มั่นใจว่าผลการดำเนินงานปี 2569 จะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง หลังไตรมาส 1/2569 เริ่มมีโมเมนตัมที่ดี ประกอบกับการมุ่งสู่ Operational Excellence ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มผลิตภาพในกระบวนการผลิต และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ธุรกิจเอทานอล ธุรกิจมันสำปะหลังและฟลาว ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจสินค้าทางการเกษตร เติบโตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวสุรียสกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับ: UBE รายได้ Q1 แตะ 1.16 พันล้าน ปักหมุด Multi-feed รับมือต้นทุนมันสำปะหลังพุ่ง