ในจังหวะที่ธุรกิจโรงกลั่นทั่วโลกต้องเผชิญความไม่แน่นอน “ไทยออยล์”ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรมพลังงานไทย ต้องบริหารจัดการอย่างหนักเพื่อรับมือกับความท้าทายครั้งนี้ ทั้งด้านต้นทุน การบริหารกำลังการผลิต ทิศทางค่าการกลั่น ตลอดจนการลงทุนเพื่ออนาคต ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า ธุรกิจโรงกลั่นจะยังเติบโตได้อย่างไร ในวันที่โลกกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ถึงโอกาสและความเสี่ยงที่กำลังกำหนดอนาคตของธุรกิจพลังงานไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของโลกพลังงานปัจจุบัน
สถานการณ์น้ำมันล้นคลังเริ่มตึงตัว ระดับสต๊อกสูงชัดเจน คือ น้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซล เดิมบริษัทกำหนดระดับการจัดเก็บไว้ไม่เกิน 70% ของความจุทั้งหมด แต่สถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องขยับเพดานขึ้นไปที่ 80% จริง ๆ แล้วไม่ควรเกินกว่านั้นเพราะจะเริ่มไม่ปลอดภัย แนวทางแก้ปัญหาการเพิ่มถังเก็บไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้เวลาสร้างหลายปี เราเจรจากับหลายฝ่าย รวมถึงพิจารณาหาพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมอย่างการเช่าคลังของเอกชนรายอื่น ทำได้แต่ก็ยาก เรื่องการขนส่งน้ำมันเพราะหมายถึงต้องขนย้ายน้ำมันไปเก็บยังพื้นที่อื่นด้วย เราไม่อยากลดกำลังการผลิต
เพราะฉะนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือ ต้องส่งออก แต่ถ้าส่งออกไม่ได้ต้องแก้ปัญหาด้วยการนำถังเก็บน้ำมันใหม่ ที่เดิมเตรียมเปิดใช้งานในอนาคตมาใช้งานก่อนกำหนด เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาระยะสั้น อีกทางหนึ่งคือ การประสานกับลูกค้าให้เร่งรับมอบสินค้าเร็วขึ้น เพื่อช่วยระบายปริมาณน้ำมันในคลัง
หากไม่สามารถส่งออกได้โรงกลั่นอาจจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง ซึ่งผลกระทบคือ ถ้าเราลดกำลังการกลั่นลง 10% จะทำให้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดลดลง 10% ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น LPG หรือเบนซิน
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐยังไม่ปลดล็อกการส่งออกนั้น ก็เพราะรัฐบาลกังวลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังคงกำลังการผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เดินเครื่องกลั่นที่ระดับ 113% หรืออยู่ที่ระดับ 3 แสนบาร์เรลต่อวัน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
แนวคิดการปรับโครงสร้างอ้างอิงราคาน้ำมันในระยะยาว โดยเฉพาะแนวคิดใช้อ้างอิงราคาสิงคโปร์ในรูปแบบ Discount Singapore แทนการอ้างอิงเต็ม 100% ผมว่าไทยยังจำเป็นต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์เป็นหลัก เพราะเป็นตลาดกลางของภูมิภาค หากตั้งราคาเองอาจทำให้เกิดความแตกต่างจากตลาดภูมิภาคมากเกินไป จะเป็นการสร้างความเสี่ยงด้านการบิดเบือนตลาด และอาจจะเกิดปัญหาได้ เพราะน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่เคลื่อนย้ายได้ อาจจะเกิดการลักลอบค้าน้ำมันข้ามแดน
ปัจจุบันการซื้อขายผลิตภัณฑ์น้ำมันยังอิงราคาสิงคโปร์เป็นหลัก โดยจะมีการบวกหรือลดค่าพรีเมี่ยมหรือส่วนลดเพิ่มเติม ซึ่งโดยทั่วไปจะบวกเพิ่มเพียงเล็กน้อย ไม่ได้สูงตามสูตรต้นทุนขนส่งเต็มรูปแบบอย่างที่มักเข้าใจกัน ซึ่งเรื่องพรีเมี่ยมหรือ Discount เป็นการตกลงกันระหว่างผู้ผลิตหรือโรงกลั่นในแต่ละปี ซึ่งแต่ละรายก็ไม่เหมือนกัน และในบางช่วงที่ตลาดมีปัญหามาก ๆ ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน
แนวทางดังกล่าวสามารถทำได้ และในทางปฏิบัติรัฐบาลก็มีมาตรการลักษณะใกล้เคียงกันอยู่แล้ว ผ่านการลดค่าการตลาดหรือการขอความร่วมมือจากภาคเอกชน
ช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงผมมองว่าหลายประเทศมีวิธีดูแลราคาพลังงานแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างตลาดและนโยบายของแต่ละประเทศ ตอนที่เราถูกปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 3-5 บาทต่อลิตร ทำให้รายได้หายไป 2,800 ล้านบาท
และจริง ๆ วิธีทำให้ราคาน้ำมันไม่แพงขึ้นทำได้หลายแบบ อย่างประเทศไทยเองที่ผ่านมาเวลาเราอยากบรรเทาภาระราคาน้ำมัน เราก็ใช้กองทุนน้ำมันฯเข้ามาพยุงราคาในระดับหนึ่ง และแบกรับภาระค่อนข้างมาก สามารถทำได้ในระยะสั้นเพื่อบรรเทาภาระประชาชน แต่ไม่ควรใช้เป็นมาตรการถาวร เพราะจะทำให้กลไกตลาดเพี้ยน
ซึ่งภาครัฐก็เริ่มขอความร่วมมือจากโรงกลั่นให้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระเพิ่มเติม ตอนนี้กองทุนน้ำมันติดลบประมาณ 63,000 ล้านบาท เป็นส่วนของเราประมาณ 10,314 ล้านบาท
ส่วนแนวทางปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ผมว่าประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันฯรองรับอยู่แล้ว และควรใช้กลไกดังกล่าวในการบริหารราคาพลังงาน เพราะสุดท้ายแล้วเงินกองทุนน้ำมันฯก็มาจากผู้บริโภคเอง เพราะเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ผมว่าหากต้องการช่วยเหลือควรช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง และอาจต้องหาแหล่งอื่นเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณภาครัฐหรือมาตรการอื่น ส่วนจะเอาเรื่อง Windfall Profit หรือกำไรส่วนเกินของธุรกิจพลังงานมาใช้ เป็นเรื่องที่ควรมีการหารือร่วมกันอย่างรอบด้าน แต่ช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตอาจไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมในการกำหนดหลักเกณฑ์ระยะยาว
พอสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติก็ควรมาคุยกันว่าเรื่องพวกนี้ควรคิดกันอย่างไร เพราะมันเกิดได้ทั้งสองด้าน เช่น ในบางช่วงที่ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงอย่างรวดเร็ว โรงกลั่นอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อไว้ล่วงหน้าในราคาสูง ซึ่งในกรณีเช่นนี้ภาครัฐก็มักไม่ได้เข้ามาชดเชยความเสียหาย และภาคเอกชนต้องรับภาระเอง เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้ต้องมองทั้งด้านบวกและด้านลบ
ผมว่าแนวทางที่ดีที่สุดปล่อยให้กลไกตลาดทำงานตามปกติ ขณะที่การช่วยเหลือจากภาครัฐควรเป็นมาตรการเฉพาะจุด และช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง หลายประเทศก็ใช้แนวทางนี้ คือปล่อยให้ตลาดทำงาน แต่ถ้าจะช่วยก็ช่วยเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนจริง ๆ
ผมว่าธุรกิจโรงกลั่นปี 2569 เป็นปีที่มีความผันผวนสูงมาก โดยผลประกอบการจะเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาน้ำมันอย่างชัดเจน เวลาราคาน้ำมันเป็นขาขึ้นผลประกอบการก็จะดูดี เราจะได้ประโยชน์จากสต๊อกน้ำมัน แต่พอราคาลงก็อาจเกิดผลขาดทุนจากสต๊อกได้เช่นกัน ซึ่งธุรกิจนี้มีความผันผวนอยู่แล้ว
โดยปกติโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่กำไรไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเงินลงทุน แต่ในช่วงที่ราคาน้ำมันเหวี่ยงขึ้นลงแรงก็จะทำให้ผลประกอบการผันผวนตามไปด้วย จึงจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง เราเองก็สามารถใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านราคาได้เช่นกัน แต่การทำแบบนี้ก็มีความเสี่ยงในตัวเอง เพราะหากประเมินสถานการณ์ผิด ป้องกันไม่พอหรือมากเกินไปอาจกลายเป็นเสียโอกาสทางธุรกิจ เพราะฉะนั้นปีนี้การบริหารความเสี่ยงในช่วงที่เหลือยากมาก
ยอมรับว่าไตรมาสแรกได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่สูง มี EBITDA ที่ 31,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 389.65% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายที่ 114,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.04% และมีกําไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 455.96% แต่ถ้าราคาน้ำมันดิบเปลี่ยนมีความเป็นไปได้ที่กำไรทั้งปีอาจลดลงเหลือแค่ทรงตัวหรือขาดทุน มันจะเหมือนเมื่อปี 2551 ที่เกิด Subprime Crisis ที่ครึ่งปีแรกมีกำไรสูงและครึ่งปีหลังกลายเป็นศูนย์ หรือถึงติดลบ
สำหรับโครงการ CFP หรือ Clean Fuel Project ปัจจุบันยังเดินหน้าตามแผนเดิม โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการในไตรมาส 3 ปี 2571 ตอนนี้โครงการเดินหน้าตามแผน คนงานเข้าไปทำงานเต็มที่ปัจจุบันมีประมาณ 17,000 คน เมื่อโครงการแล้วเสร็จกำลังการกลั่นจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 275,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นประมาณ 400,000 บาร์เรลต่อวัน
ประโยชน์สำคัญคือ ทำให้โรงกลั่นสามารถรองรับน้ำมันดิบได้หลากหลายประเภทมากขึ้น รวมถึงน้ำมันดิบชนิดหนัก ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า ขณะเดียวกันสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้จะเปลี่ยนไป โดยเพิ่มการผลิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานมากขึ้น ขณะที่น้ำมันเตาเราก็จะอัพเกรดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น สำหรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ตอนนี้ดีเซลสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนเบนซินอยู่ราว 15% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
ส่วนกรณีการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านหรือรัสเซีย แม้ในทางเทคนิคโรงกลั่นไทยสามารถรองรับน้ำมันดิบจากรัสเซียได้บางส่วน และในอดีตก็เคยนำเข้าในสัดส่วนต่ำกว่า 5% แต่ยังมีความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ น้ำมันรัสเซียหรืออิหร่านอาจดูเหมือนราคาถูก แต่จริง ๆ ไม่ได้ถูกมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ต้องรับ
อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดกลยุทธ์โต้คลื่นน้ำมันผันผวน TOP เร่งบริหารความเสี่ยง สกัดซ้ำรอยปี’51