กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารส่งสัญญาณไตรมาส 2 กระทบเต็ม ๆ สงครามตะวันออกกลางดันราคานํ้ามัน ค่าขนส่งเรือ แพ็กเกจจิ้ง และวัตถุดิบเกษตรขยับแรง ขณะที่ออร์เดอร์ส่งออกยังมี แต่สัญญาขายล่วงหน้า 3-6 เดือนทำให้ผู้ผลิตผลักต้นทุนไม่ได้ กำไรถูกบีบหนัก โดยเฉพาะเอสเอ็มอีเสี่ยงสะดุดกระแสเงินสด พร้อมฝากรัฐบาล 3 ข้อ ลดต้นทุนพลังงาน-โลจิสติกส์ เร่งเปิดตลาดใหม่/เอฟทีเอ และหนุนอุตสาหกรรมอาหารไทยในฐานะ “ฟู้ดซีเคียวริตี้” ของโลก และล่าสุดสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปประเมินปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมขอรัฐบาลช่วยสนับสนุน เพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารผ่านวิกฤนี้ไปได้
ดร.องอาจ กิตติคุณชัย นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป (TFPA) กล่าวว่า ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นทันทีของสงครามตะวันออกกลาง คือ “พลังงาน” และตามมาด้วย “โลจิสติกส์” ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาขาดแคลนสินค้า แต่เป็นต้นทุนที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว บางรายการเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ขณะที่ค่าเงินบาทยังผันผวน ทำให้ผู้ส่งออกต้องรับความเสี่ยงพร้อมกันหลายด้าน
นอกจากนี้ต้นทุนพลังงานยังส่งผลต่อการขนส่งทุกประเภทไม่เฉพาะสินค้าสำเร็จรูป แต่รวมถึงวัตถุดิบที่ต้องขนจากต้นทาง เช่น ผลพลอยได้จากน้ำตาล ถ่านหิน หรือวัตถุดิบที่ใช้ในโรงงาน แม้ราคาสินค้าบางตัวอาจยังไม่ได้ขึ้นโดยตรง แต่ค่าขนส่งจากโรงงานต้นทางถึงโรงงานผู้ผลิตอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งผู้ประกอบการเริ่มจับตาความเสี่ยงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายนเป็นต้นไป โดยเฉพาะแพ็กเกจจิ้งที่เกี่ยวข้องกับเม็ดพลาสติก กล่อง กระป๋อง และวัสดุบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและสินค้าเกษตรส่งออก
“แม้สถานการณ์สงครามจะยุติลงในระยะสั้น แต่ผลกระทบด้านต้นทุนจะไม่หายไปทันที เพราะต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วอาจลากยาวอีก 3-6 เดือน ทั้งจากสต๊อกวัตถุดิบเดิม ค่าขนส่งที่ยังสูง และต้นทุนแพ็กเกจจิ้งที่ทยอยปรับขึ้นตามรอบสัญญา”
ดร.องอาจย้ำว่า ลูกค้าไม่ได้หาย ความต้องการสินค้าไม่ได้ชะงัก แต่ปัญหาอยู่ที่โครงสร้างการค้า โดยธุรกิจอาหารส่งออกส่วนใหญ่ไม่ได้ขายแบบสปอต แต่ทำสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ ห้างค้าปลีก หรือผู้นำเข้าในต่างประเทศล่วงหน้าเป็นปี ทั้งนี้เมื่อปิดดีลตั้งแต่ต้นปีแล้วต้นทุนที่เพิ่งปรับขึ้นภายหลังจึงไม่สามารถบวกกลับไปยังลูกค้าได้ทั้งหมด ผู้ประกอบการบางรายสามารถเจรจาขอปรับราคากับลูกค้าที่เข้าใจสถานการณ์ได้บางส่วน แต่หลายรายต้องรับภาระต้นทุนไว้เอง เพราะสัญญาระบุราคาไว้แล้ว
ดังนั้นภาพรวมธุรกิจอาหารในช่วงต้นปีถึงปัจจุบันจึงเกิดภาวะย้อนแย้ง คือ รายได้เพิ่ม ความต้องการตลาดเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนสูงขึ้น 10-30% ทำให้กำไรลดลง และหลายบริษัทต้องประคับประคองมาร์จิ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีต้นทุนโลจิสติกส์และแพ็กเกจจิ้งสูง และจากนี้ก็ยังต้องติดตามปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อม ปัญหาภัยแล้งที่จะมีผลกระทบด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้สมาคมต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในภาพรวมตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ
ด้านนายพิเศษ เอี่ยมสกุลรัตน์ อุปนายกและประธานกลุ่มข้าวโพด กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศส่งออกข้าวโพดหวานรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่สามารถปลูกข้าวโพดหวานได้ตลอดทั้งปี จุดแข็งสำคัญคือ ระบบคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งกับโรงงาน ทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตต่อเนื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
อุตสาหกรรมข้าวโพดหวานยังมีโลคอลคอนเทนต์สูงเกือบ 100% ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก แรงงาน เกษตรกร ไปจนถึงการแปรรูปและส่งออก โดยเกี่ยวข้องกับเกษตรกรหลายหมื่นครอบครัว และสร้างรายได้ส่งออกจำนวนมาก อย่างไรก็ตามความสามารถในการแข่งขันของข้าวโพดหวานไทยอยู่ที่ “ความสด” เพราะหลังเก็บเกี่ยวต้องนำเข้าโรงงานภายในเวลาเป็นชั่วโมง หากการขนส่งสะดุด หรือค่าขนส่งสูงเกินไป ความเสียหายไม่ได้เกิดกับโรงงานเท่านั้น แต่กระทบเกษตรกรโดยตรง
“ต้นทุนปุ๋ยเป็นโจทย์ใหญ่ในช่วงที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูปลูก หากราคาปุ๋ยสูงและโลจิสติกส์ภายในประเทศมีปัญหา จะกระทบทั้งต้นทุนเกษตรกร คุณภาพผลผลิต และความต่อเนื่องของวัตถุดิบเข้าโรงงาน”
นายพานุศักดิ์ พลาวัสถ์พงษ์ อุปนายกและประธานกลุ่มผู้ผลิตเครื่องปรุงและอาหารพร้อมรับประทาน ระบุว่า กลุ่มเครื่องปรุง ซึ่งมีสมาชิก 46 บริษัท โดยธุรกิจยังเติบโตต่อเนื่องมาหลายสิบปี แต่ปัญหาใหญ่ขณะนี้คือ ค่าเงินบาทผันผวนแข็งค่า โดยเงินบาทอยู่ที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จากเดิมที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ กระทบต้นทุนหรือรายรับผู้ส่งออกประมาณ 8-9% ขณะที่กำไรของธุรกิจเครื่องปรุงจำนวนมากอยู่เพียง 3-5% เท่านั้น หากค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไปผู้ประกอบการจะรับแรงกระแทกหนัก เพราะค่าใช้จ่ายในโรงงาน ทั้งค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ และต้นทุนอื่น ๆ ยังจ่ายเป็นเงินบาท แต่รายได้ส่งออกเป็นดอลลาร์ นอกจากนี้สินค้าหลายประเภทมีน้ำหนักมาก การส่งออก 1 ตู้คอนเทนเนอร์จึงมีค่าขนส่งสูง ขณะที่เส้นทางยุโรปอาจต้องอ้อม หากสถานการณ์ตะวันออกกลางยังยืดเยื้อทำให้ค่าขนส่งเป็นอีกหนึ่งวิกฤตที่ต้องจับตา
นายพงษ์ดนัย หวังธำรงศ์วิทย์ อุปนายกและประธานกลุ่มผู้ผลิตปลาทูน่าและอาหารทะเล กล่าวว่า กลุ่มทูน่าและอาหารทะเลมองว่าไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบเต็มจากสงครามและราคาพลังงาน โดยต้นทุนหลักของการจับปลาคือ “น้ำมันเรือ” ขณะที่โรงงานในไทยส่วนใหญ่ต้องนำเข้าวัตถุดิบทูน่าจากมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอยู่ไกล เมื่อน้ำมันเรือแพงขึ้นต้นทุนจับปลาและค่าขนส่งวัตถุดิบเข้าประเทศไทยจึงเพิ่มขึ้นพร้อมกัน
ทั้งนี้กองเรือบางบริษัทอาจหยุดจับปลาชั่วคราว หากต้นทุนสูงเกินไป ทำให้ปริมาณจับลดลง และดันวัตถุดิบทูน่าปรับขึ้นเร็วและแรง ขณะเดียวกันตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของกลุ่มอาหารทะเล ยังเผชิญปัญหาการขนส่งยากขึ้น แม้อาหารกระป๋องจะเป็นสินค้าจำเป็นและมีความต้องการสูง และสถานการณ์ดังกล่าวทำให้กลุ่มอาหารทะเลประเมินว่าธุรกิจจะท้าทายมากในไตรมาส 2 และต้องใช้เวลาในการรอให้ราคาวัตถุดิบกลับเข้าสู่ระดับเหมาะสม เพราะราคาน้ำมันเรือมีผลต่อกระบวนการตั้งแต่การออกเรือ จับปลา ขนส่งวัตถุดิบ จนถึงการผลิตในโรงงาน
อย่างไรก็ดี ดร.องอาจกล่าวทิ้งท้าย ฝากข้อเสนอถึงรัฐบาล 3 ประการสำคัญ ข้อแรก รัฐบาลต้องช่วยลดต้นทุนพลังงาน
และโลจิสติกส์อย่างเร่งด่วน แม้อาจต้องใช้มาตรการอุดหนุนเฉพาะช่วงเวลา เพราะต้นทุนพลังงานกระทบทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจและซัพพลายเชนประเทศ
ข้อที่สอง รัฐบาลต้องสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าให้เอื้อต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการหาตลาดใหม่ การเจรจาเอฟทีเอ และการต่อรองกับต่างประเทศในลักษณะที่ “ได้ไป-ได้มา” ไม่ใช่ปล่อยให้ไทยเป็นฝ่ายรับเงื่อนไขเพียงอย่างเดียว เพราะไทยมีศักยภาพสูงในสินค้าเกษตรและอาหาร
ข้อที่สาม รัฐบาลต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารไทยในฐานะ “ฟู้ดซีเคียวริตี้” ของโลก เพราะหลายประเทศเริ่มพูดถึงการกักตุนอาหาร จากเดิม 3 ปีเป็น 5 ปี ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามและภูมิรัฐศาสตร์
สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการไม่ใช่การขอความช่วยเหลือแบบให้เปล่า แต่เป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ มีความโดดเด่น และสร้างรายได้ให้ประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มอาหารที่ไทยเป็นผู้นำโลก
อ่านข่าวต้นฉบับ: อุตฯอาหารขอรัฐช่วยลดต้นทุน บรรเทาพิษพลังงาน-หาตลาดส่งออกใหม่