อัครา รีซอร์สเซส ผนึกกำลังจุฬาฯ-มจธ.-มทส. เปิดผลวิจัยต่อยอด “หางแร่”จากเหมืองทองคำชาตรี สู่การเป็นวัตถุดิบทางเลือกใหม่ของอุตสาหกรรมก่อสร้างและพลังงาน ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างมูลค่าเพิ่มให้ชุมชน พร้อมดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายที่จะยกระดับหางแร่ให้เป็นทรัพยากรทางเลือกแห่งอนาคต โดยจับมือกับ 3 สถาบันการศึกษา ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ร่วมพัฒนางานวิจัยเพื่อต่อยอดหางแร่ ของเหลือจากกระบวนการผลิตทองคำและเงิน สู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่
หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับความสนใจ คือ ไบโอซีเมนต์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งนำหางแร่มาผสมกับวัสดุเหลือใช้ทางอุตสาหกรรม เช่น เปลือกไข่ และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา จนกลายเป็นวัสดุก่อสร้างรูปแบบใหม่ที่ใช้พลังงานต่ำ เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาแบบซีเมนต์ทั่วไป จุดเด่นของไบโอซีเมนต์คือความสามารถในการทนต่อการกัดกร่อนของเกลือ เหมาะกับพื้นที่ดินเค็ม และยังสามารถซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเกิดรอยแตกร้าว ปัจจุบันนวัตกรรมดังกล่าวได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว และถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบแผ่นหน่วงน้ำเค็มเพื่อช่วยเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ผลการทดลองพบว่า พื้นที่ที่ใช้แผ่นหน่วงน้ำเค็มสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 53% ภายในปีแรกเมื่อเทียบกับพื้นที่ดินเค็มทั่วไป อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณสาร GABA ในข้าวมากกว่า 300 เท่า และลดค่าดัชนีน้ำตาลได้ราว 30% สะท้อนศักยภาพของงานวิจัยที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน
ขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาการใช้หางแร่เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม งานวิจัยพบว่า หางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมต่อการใช้งานทันที ทำให้ลดขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต โดยวัสดุที่พัฒนาขึ้นมีสัดส่วนหางแร่ประมาณ 25-75% และยังมีความแข็งแรง ทนทาน ตอบโจทย์งานก่อสร้างยุคใหม่ นอกจากนี้อิฐดังกล่าวยังช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอิฐทั่วไป และสามารถลดคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ 5-10% สอดคล้องกับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ เพื่อทดสอบการใช้งานจริง ก่อนถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังชุมชน เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ในอนาคต
ส่วนงานวิจัยสำคัญมาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งศึกษาการใช้หางแร่เป็นสารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษสำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ผลการศึกษาพบว่า การใช้หางแร่ในสัดส่วน30% สามารถเพิ่มความสามารถในการรับแรงอัดของซีเมนต์ได้มากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิงที่ใช้ซิลิกาในสัดส่วนเดียวกัน อีกทั้งยังมีค่าความพรุนต่ำและช่วยป้องกันการรั่วซึมของของเหลวและก๊าซได้ดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์
อ่านข่าวต้นฉบับ: หางแร่วิจัยสู่ ‘ไบโอซีเมนต์’ อัคราฯต่อยอดเชิงพาณิชย์