บล.พาย ชี้เงินเฟ้อจะกลับมากดดันการลงทุนตามคาด แนะกลยุทธ์เน้นลดพอร์ตการลงทุน-เพิ่มการถือครองเงินสด ชี้ช่องลงทุนระยะสั้น ชูกลุ่ม BANK น่าสนใจ
รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ พาย (Pi) ชี้ว่าการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกลับมาเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นอีกครั้ง ซึ่งสาเหตุก็เกิดจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นต่อเนื่องประกอบกับนักลงทุนผิดหวังกับการพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐกับจีนที่ไม่มีการพูดคุยกันอย่างเป็นนัยยะสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และยังเป็นที่แน่ชัดว่าช่องแคบ hormuz จะกลับมาเปิดดำเนินการได้ปกติเมื่อไหร่
จึงควรระมัดระวังต่อการลงทุนโดยเฉพาะกลุ่ม Semiconductor ที่ปรับขึ้นมาร้อนแรงรับกับความคาดหวัง และมักจะอ่อนไหวกับทิศทางดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไป สถิติช่วงขึ้นดอกเบี้ยรอบล่าสุดของสหรัฐกดดัน S&P500 ปรับฐานมากถึง 25%
โดยต้องรอติดตามเศรษฐกิจประจำช่วง 1Q26 Consensus คาดว่า จะขยายตัว 2.4%YoY, 0.3%QoQ หากรายงานสูงกว่าจะเป็นปัจจัยหนุนระยะสั้น แต่อย่างไรก็ตามประเมินว่าตราบใดหากราคาน้ำมันยังไม่ปรับฐานแรงหรือทรงตัวระดับ 100 $ (+/-) มองว่า Upside ตลาดหุ้นจะเริ่มจำกัดและเสี่ยงปรับฐานจากเงินเฟ้อ (CPI)
ทั้งนี้ เช้านี้ (18 พ.ค.) พบเงินบาทอ่อนค่าทดสอบ 32.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น 1%
บล.พาย ระบุว่า วันนี้ประเมิน SET ยังเสี่ยงลงกรอบ 1,500-1,525 จุด โดยเช้านี้หุ้นเอเชียปรับฐาน (Kospi -4%) กลยุทธ์การ ลงทุนเน้นเพิ่มการถือครองเงินสด และรอจังหวะซื้อในช่วงย่อตัวของตลาด ระยะสั้น Trading น้ำมันและปิโตรเคมี (PTTEP, PTT, PTTGC) ธนาคารพาณิชย์ (BBL, KBANK, KTB, SCB) หุ้นแนะนำ ได้แก่ SCB : ราคาเป้าหมาย 140 บาท คาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงที่ 7.9% ในปี 2569 และ KBANK : ราคาเป้าหมาย 212 บาท ผลการดำเนินงานใน 1Q26 กำไรสุทธิออกมาแข็งแกร่งที่ 14.7 พันล้านบาท (+6% YoY, +43%QoQ)
อ่านข่าวต้นฉบับ: เงินเฟ้อกลับมากดดันการลงทุน ‘บล.พาย’ แนะลดพอร์ต-เพิ่มถือเงินสด-จังหวะซื้อรอย่อ