ครม.ไฟเขียว ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยคน 3 กลุ่ม เทงบ 1.76 แสนล้าน ลงทะเบียน 25-29 พ.ค. รัฐจ่าย 60 ประชาชน ออกเอง 40 ใช้ไม่หมด ไม่ทบยอดเดือนถัดไป
ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คลัง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน
ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนให้ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน เพราะวิกฤตพลังงานที่ประเทศไทย และประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบวิกฤตหลายละรอก เริ่มจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น วันนี้วิกฤตมาสู่ระลอกที่ 2 คือวิกฤตต้นทุน เริ่มเห็นต้นทุนสูงขึ้น เราได้ออกมาตรการชะลอผลกระทบในการชะลอผลกระทบ ผ่านการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น เกษตรกร ขนส่ง รถบรรทุก เป็นมาตรการแก้วิกฤตต้นทุน เมื่อ 11 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
วันนี้กำลังเข้าสู่วิกฤตระลอกที่ 3 คือวิกฤตของแพง สะท้อนจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนเมษายนที่ขยับไป 2.9% มีโอกาสเงินเฟ้อสูงขึ้นอีก ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตได้ จะนำไปสู่วิกฤตระลอกต่อไปคือวิกฤตกำลังซื้อ คือ ค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ในกระเป๋าของคนลดลง และธุรกิจจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ผลกระทบที่จะกระทบมากคือ คนไทยทั่วไป โดยเฉพาะคนไทยที่มีรายได้น้อย ไม่มีเงินออมรองรับแรงกระแทก ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีกำไรสะสม
“หากปล่อยให้วิกฤตเช่นนี้เกิดขึ้นต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือธุรกิจปิดตัว คนตกงาน เศรษฐกิจจะซึมยาว เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่มีความจำเป็นต้องออกโครงการไทยช่วยไทยพลัส ดังนั้น โครงการนี้มีจุดประสงค์ช่วยประคับประคองประชาชน และธุรกิจรายย่อยเพื่อให้รองรับผลกระทบค่าครองชีพที่สูงขึ้น และช่วยดูแลไม่ให้กำลังซื้อหดตัวไปมาก จนส่งผลให้ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน“ นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักคิดโครงการ ช่วยเหลือคน 3 กลุ่ม คือ โครงการนี้ช่วยกลุ่มเปราะบาง จากสวัสดิการแห่งรัฐมีประมาณ 13.2 ล้านคน จากเดิมที่ได้รับอยู่ 300 บาท/เดือน จะเพิ่มให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท/เดือน ในส่วนนี้จะใช้งบประมาณ ทั้งสิ้น 56,000 ล้านบาท
เป้าหมายคือช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถรับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ครม.ได้มีมติให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกระทรวงการคลัง ปรับปรุงข้อมูลเพื่อทำฐานข้อมูลให้แม่นยำขึ้น ให้คนที่ไม่อยู่ใน 13.2 ล้านคน ได้มีโอกาสมาอยู่ตรงนี้ได้มากขึ้น
สำหรับกลุ่มเปราะบางผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีระยะเวลาการใช้สิทธิ 1 มิถุนายน- 30 กันยายน 2569 สำหรับเงิน 1,000 บาท/เดือน จะสามารถใช้วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/3 เดือน วงเงินรวมค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาท/คน/เดือน มาตรการบรรเทาภาระค่าสาธารณูปโภค ค่าไฟฟ้า 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน ค่าน้ำประปา 100 บาท/ ครัวเรือน/เดือน สวัสดิการเบี้ยความพิการเพิ่มเดิม จำนวน 200 บาท/เดือนให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วน กลุ่มที่ 2 ช่วยคนขั้นกลาง มนุษย์เงินเดือน จำนวน 30 ล้านคน หลักคิดคือให้คนที่มีกำลังซื้อน้อย ประชาชนจ่าย 40% และรัฐช่วยจ่าย 60% เป็นหัวใจสำคัญในการช่วยค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเติมเงิน 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน โดยเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่ 25-29 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.ทั้งนี้ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 120,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มคนทั่วไป ที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 30 ล้านคน รับสิทธิ 60/40 วงเงิน 1,000 บาท/คน/เดือน เป็นเวลา 4 เดือน โดยคุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน , มีบัตรประชาชน สัญชาติไทย , ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พ.ค. 69 , ไม่เป็นผู้ที่ถูกระจับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคินในโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และโครงการคนละครึ่ง พลัส
โดยเงื่อนไขการใช้สิทธิ ช่วงเวลาการใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส กับร้านค้าที่ร่วมโครงการ ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. – 23.00 น. โดยชำระเงินผ่าน G-Wallet , ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถโดยสารประจำทาง รถสามลือ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นต้น , ยกเว้น ร้านนวด สปา ทำเล็บ ทำผม
ทั้งนี้ รัฐบาลเติมเงินให้เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน สามารถใช้ได้ 200 บาท/วัน โดยต้องใช้ให้หมดภายใน 1 เดือน หากในเดือนนั้นใช้ไม่หมด 1,000 บาท จะไม่มีการทบวงเงินไปเดือนถัดไป
นายเอกนิติ กล่าวว่า กลุ่มที่ 3 ช่วยต่อลมหายใจร้านค้ารายเล็กรายน้อย เติมสภาพต่อลมหายใจ เพื่อให้ร้านค้าอยู่ได้สามารถอยู่ได้ โครงการจึงชื่อไทยช่วยไทยพลัส เพื่อช่วยธุรกิจรายย่อยที่ลมหายใจกำลังหมดทั่วประเทศ เป็นการเติมสภาพคล่อง เติมลมหายใจ เติมสายป่านให้กับธุรกิจรายเล็ก
อีกหัวใจหนึ่งคำว่าพลัส นอกจากช่วยธุรกิจรายเล็กแล้ว เราจะมี AI มาช่วยสอนให้คุ้นเคยกับการใช้ดิจิทัลมากขึ้น สามารถบริหารต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น สามารถเช็คราคาสินค้า เช่น ราคาหมูในตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ โดยจะมีการประสานข้อมูลกับกระทรวงพาณิชย์ จะมีการเปรียบเทียบต้นทุน และให้เข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินในระบบมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ
”โครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นวิกฤตค่าครองชีพ กระทบคนส่วนมาก และกระทบคนตัวเล็กตัวน้อย มนุษย์เงินเดือน คนที่ไม่มีอะไรรองรับ เราจะประคองเศรษฐกิจเพื่อช่วยคน 3 กลุ่มให้ช่วยผ่านวิกฤตไปด้วยกัน“ นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ ย้ำว่า ไม่ได้คาดหวังเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่โครงการนี้เป้นการบรรเทาค่าครองชีพ ผลการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นผลทางอ้อม เพราะจากแบบจำลองวันนี้เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.9% อาจจะขึ้นไปถึง 5% กว่าๆ ถ้าเราหยุดวิกฤตนี้ไม่ได้ จะทำให้ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน เพราะขณะนี้คนว่างงานอยู่ที่ 1% อาจจะสูงขึ้นไปถึง 2% เราไม่ต้องการให้เกิดสิ่งนั้น
“ส่งที่น่าเป็นห่วงมากๆ คือเป็นวิกฤตของโลก สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ทุกคนกังวลเรื่องราคาพันธบัตรของสหรัฐอเมริกา ที่วันนี้มีการเทขาย เพราะคนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นมาก และส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐสูงขึ้นมาก นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินโลกคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงมาก ดังนั้น สิ่งที่เราคาดการณ์เงินเฟ้อจะสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ จึงเป็นวิกฤตของโลก ไม่เฉพาะเมืองไทย“ นายเอกนิติ กล่าว
ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งรับพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทพิจารณา และให้รัฐบาลส่งคำชี้แจงภายใน 7 วันนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ครม.ได้พิจารณาเรื่องนี้ พร้อมให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ รวมถึงกระทรวงการคลังตอบคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ครม.ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงินมีผลบังคับใช้ไปแล้ว หลังจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และรัฐบาลก็ต้องดำเนินการไป
นายลวรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีระยะเวลาโครงการ 4 เดือน เพราะฉะนั้นระหว่างทางเราจะทบทวนว่าถ้ามีการกลั่นกรองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เราจะเหลือคนจนที่แท้จริงเท่าไหร่ และยังมีคนจนที่อยู่นอกระบบ ที่เรายังเก็บตกไม่หมดอีกเท่าไหร่ ก็จะทำงานควบคู่กันไป
ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไป ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ 60 : 40 กลุ่มเป้าหมายรัฐบาลตั้งไว้ 30ล้านคน ซึ่งดูจาก ความต้องการจากโครงการครั้งที่ผ่านมา ที่เปิดรับลงทะเบียน 20 ล้านคน ครั้งนี้รัฐบาลจึงขยับขึ้นไปให้อีก 10 ล้านคน ซึ่งคิดว่าจะเพียงพอกับประชาชนที่ไม่ได้ถือบัตรบัตรสวัสดิการ เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างทั่วถึง ถ้าดูจากสถิติของโครงการรัฐบาลที่ผ่านมาเคยมีผู้ลงลงทะเบียนสูงสุด 28 ล้านคน เพราะฉะนั้นจึงคิดว่า 30 ล้านคน ก็คงจะเพียงพอ
“โครงการ 60:40 ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพ สิ่งที่จะเห็นว่าแตกต่างไปจากโครงการคนละครึ่งพลัส คือ รัฐบาลออกให้ 60 ประชาชาออก 40 ไม่ใช่คนละครึ่ง” นายลวรณ กล่าว
นายลวรณ กล่าอีกว่า สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น. โดยจะตามมาใน 2 สัปดาห์ เพราะต้องเชื่อมต่อระบบกับบริษัท 4 เจ้าใหญ่ ซึ่งรัฐบาลยืนยัน โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ
รายละเอียดการลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” กลุ่มประชาชนทั่วไป
สามารถลงทะเบียนยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่ 25 พ.ค.-29 พ.ค.2569 เวลา 6.00-22.00 น. หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน ใข้วงเงินงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ระยะเวลาการใช้สิทธิ์ 1 มิ.ย.-30 ก.ย.69 ในร้านค้าที่ร่วมรายการตั้งแต่เวลา 6.00-23.00 น.
การลงทะเบียน ‘ร้านค้าถุงเงิน’
รายละเอียดเพิ่มเติม www.ไทยช่วยไทยพลัส.th
อ่านข่าวต้นฉบับ: ไทยช่วยไทยพลัส คิกออฟ ลงทะเบียน 25-29 พ.ค.นี้ รัฐบาลจ่าย 1 พัน 4 เดือน
