บิ๊กธุรกิจเขย่าแผนรับโจทย์ต้นทุน “ซี.พี.-เอสซีจี” เดินเกมเปลี่ยนผ่านวิกฤตพลังงาน-วิกฤตต้นทุน คลังส่งสัญญาณวิกฤตเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ธุรกิจ แบกรับต้นทุน-บีบกำไร “ศุภชัย” เผย ซี.พี. ลงทุนพลังงานทางเลือก ช่วยลดต้นทุนค่าไฟ 70-80% หนุนรัฐบาลหามาตรการช่วยเอสเอ็มอี ซีอีโอ SCG กางแผนรับมือวิกฤต กังวลเงินเฟ้อพุ่ง ส่งผลอัตราดอกเบี้ยสูง คุมเข้มแผนลงทุน พร้อมเร่งคืนหนี้แบงก์
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการแถลงภาพรวมเศรษฐกิจไทยโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาสที่ 1/2569 ว่า ขยายตัวที่ระดับ 2.8% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยปัจจัยหลักคือการลงทุนรวมของทั้งประเทศขยายตัวถึง 9.9% โดดเด่นที่สุดคือการลงทุนภาคเอกชนที่พุ่งสูงถึง 10.1% ซึ่งถือเป็นการเติบโตสองหลัก (Double Digit) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี
อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีประเมินว่า ตัวเลขจีดีพีที่เติบโตในไตรมาส 1 เป็นเพียงภาพสะท้อนจาก “กระจกหลัง” เพราะเมื่อมองไปที่ถนนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงมีความขรุขระและมีความท้าทายรออยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสงครามที่ปะทุขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมอย่างเต็มที่ เนื่องจากรัฐบาลได้เข้าตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรในขณะนั้น
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจที่จะตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤตพลังงานโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันจะไม่อยู่ในระดับต่ำอีกต่อไป
ต่อมาคือ วิกฤตเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย. ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวก ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังคงติดลบในไตรมาสแรก บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกรับต้นทุนและถูกบีบกำไร (Margin) ไว้ ซึ่งเมื่อธุรกิจไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ไหวและต้องส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภค จะทำให้เกิดปัญหาค่าครองชีพและปัญหาสภาพคล่องปากท้องของประชาชน
สภาวการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต
ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากฝั่งต้นทุนที่สูงขึ้น (Cost-push Inflation) ไม่ได้เกิดจากฝั่งอุปสงค์หรือกำลังซื้อที่ร้อนแรง ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินด้วยการขึ้นดอกเบี้ยอาจทำได้ยากและอาจไปซ้ำเติมให้เศรษฐกิจหดตัวลงไปอีก
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกลายเป็นวิกฤตพลังงานและวิกฤตต้นทุนว่า โชคดีประเทศไทยมีพลังงานทางเลือก และเครือ ซี.พี.ก็ลงทุนพลังงานทางเลือกมาเกือบ 10 ปีแล้ว ทุก ๆ กลุ่มธุรกิจมีการนำพลังงานทางเลือกมาใช้ เพราะฉะนั้นแม้ค่าไฟอาจจะผันผวนตามราคาน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ แต่จากการที่เรามีการลงทุนพลังงานทางเลือกก็มาช่วยดูดซับต้นทุนค่าไฟ 70-80% ทำให้ผลกระทบจริง ๆ ก็จะน้อยลง
“ขณะเดียวกันเรื่องภาคการขนส่งโดยเกือบ 100% ยังเป็นน้ำมัน ก็ต้องมาดูนโยบายว่าถ้างั้นต้องไปทางเลือก เช่น อีวี ไม่ว่ามอเตอร์ไซค์ หรือรถกระบะ รถบรรทุก รถเก๋ง อันนี้เป็นสิ่งที่มองว่าในวิกฤตมีโอกาส Force ให้เราไปทำในสิ่งที่ดีกว่าเดิม” นายศุภชัยกล่าว และว่า
เพราะ Globalization หรือการเป็นหนึ่งเดียวของตลาดโลกมันถดถอย ไปอีกทิศทางเป็นโลกหลายขั้ว ผลักดันให้ทุกประเทศพยายามพึ่งพาตนเอง ทำให้ห่วงโซ่อุปทานชะงัก เราก็ต้องมาหาทางเลือก การปรับตัวเหล่านี้เป็นเรื่องที่เอกชนรายใหญ่ยังพอปรับตัวได้อยู่ ยังมีแรงขับเคลื่อน อย่างมากก็กำไรน้อยลงหรือรายได้ไม่โต
นายศุภชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตามแต่ถ้าเกิดบอกว่าเป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ลงไป ต้องเป็นนโยบายจากภาครัฐ มาช่วยลงไปถึงรากหญ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกัน มองว่าเป็นเรื่องที่ต้องทำไปด้วยกัน ถามว่ามันมีทางออกไหม ซึ่งผลกระทบคงอยู่ 1 ปี หรือเต็มที่อาจจะ 4-5 ปี เพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังแค่ 6 ปี ก็วางแผนกันไปแล้วกันว่าเอา Scenario (ฉากทัศน์) ไหนว่าจะเป็น 1 ปี หรือจะเป็น 6 ปี ก็ต้องคิด และต้องวางแผนไว้
“แต่ในระยะเวลาตรงนั้นก็ไม่เสียเปล่า เพราะถ้าเราเริ่มมองว่ามีความมั่นคงทางพลังงาน ในระดับประเทศ และในระดับภูมิภาค แผนงานก็จะเติบโตควบคู่ไปกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น พอเราออกมาจากวิกฤตการณ์ตรงนั้นประเทศก็แข็งแรง ขอให้ว่าไม่หยุดปรับตัวไม่หยุดทำ ก็เป็นเรื่องดี วิกฤตครั้งนี้ก็กลายเป็นโอกาสที่ทำให้เราเข้มแข็ง”
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและจีน มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ทำให้พลังงานแพง รวมทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เติบโตช้าลงเรื่อย ๆ จากอดีตเคยโต 7-8% เหลือ 2% และจะลงไปเหลือ 1% หรือไม่ ขณะที่อุตสาหกรรมหลักของ SCG เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐาน แต่อีก 20-30 ปีจะยังอยู่หรือไม่ ถ้ายังอยู่จะเติบโตอย่างไร ทั้งอุตสาหกรรมเก่าและอุตสาหกรรมใหม่ ดังนั้นบริษัทต้องวางแผนเข้าสู่ New S-Curve
“ตอนนี้วางแผนระยะยาวก็ไม่ได้ เพราะระยะสั้นมีผลกระทบมากจริง ๆ อย่างกรณีช่องแคบฮอร์มุซเดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิด ราคาพลังงานขึ้นแล้วก็ผันผวนมาก ทุกคนบอกว่าต่อให้เปิดราคาพลังงานก็ไม่กลับมาเหมือนเดิม จะค้างอยู่ระดับสูง ไม่กลับมาสู่จุดก่อนสงคราม ถ้าแบบนี้ต่อไปภาวะเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไร ซึ่งเงินเฟ้อสำคัญมาก เราไม่เคยเจอยุคที่เงินเฟ้อสูง แต่ถ้าพลังงานค้างอยู่ในระดับสูง ดีเซลอยู่ในระดับสูง ค่าขนส่งอยู่ในระดับสูง ปลายปีนี้เราคงเจอเงินเฟ้อ และปีนี้นอกจากต้นทุนพลังงาน และขนส่ง ต่อไปเราจะเจอต้นทุนอาหารสูงขึ้นอีก”
นายธรรมศักดิ์กล่าวว่า สำหรับการลงทุนในปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจค่อนข้างชะลอตัว ลูกค้าส่วนใหญ่ค่อนข้างระมัดระวัง ดังนั้นในปีนี้บริษัทก็จะปรับลดงบฯ การลงทุนไว้ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยดำเนินการไปพร้อมกับลดภาระหนี้ เนื่องจากเรากลัวว่าเงินเฟ้อมา อัตราดอกเบี้ยขึ้น จะทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทันที ดังนั้นจึงวางแผนการเร่งชำระคืนหนี้แบงก์
“เงินเฟ้อเราค่อนข้างน่ากังวล ซึ่งจะมีผลกระทบกับธุรกิจที่มีภาระหนี้มาก เพราะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทำให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยจะขึ้น ไม่งั้นเอาไม่อยู่ ดังนั้นธุรกิจที่เคยจ่ายอัตราดอกเบี้ย 3-4% อาจต้องจ่าย 8-10% นี่คือสิ่งที่เห็นว่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องราคาพลังงาน ขาดปุ๋ย เอลนิโญ”
ขณะที่การขยายตัวเศรษฐกิจไทยเป็นรูปตัว K คือกลุ่มที่ไปได้ดี กับกลุ่มที่ลำบากมาก ปัญหาคือกลุ่มเปราะบางเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่า ฉุดกำลังซื้อและจะเกิดปัญหาตามมาถ้าไม่แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มที่ไปได้ดีไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว ก็แค่สนับสนุนเขาก็ไปได้
นายธรรมศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้แผนงานและเป้าหมายของเอสซีจีแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกต้องเสร็จภายในปีนี้ โดยเร่งทุกอาทิตย์ ทุกเดือน คือเรื่องพลังงาน โซลาร์ไบโอแมส รวมถึงการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งจากรถที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นรถอีวี
ส่วนที่ 2 งานที่ต้องเสร็จภายใน 2 ปี คือตอนนี้จุดอ่อนสำคัญอยู่ที่โครงการปิโตรเคมีที่เวียดนาม เพราะเป็นโครงการใหญ่ ถ้าสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นกำไรได้จะเป็นกล้ามเนื้อขึ้นมาได้ ก็อยู่ในกระบวนการปรับเป็นฐานผลิตก๊าซอีเทน อีกโครงการสำคัญคือศึกษาการควบรวมกิจการระหว่าง SCG เคมีคอล กับ PTTGC และยุทธศาสตร์การทำ Asean optimization คือ กลยุทธ์การบริหารจัดการฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) แบบองค์รวมในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยปรับเปลี่ยนบทบาทจากการแข่งขันกันเองในแต่ละประเทศ มาเป็นการบูรณาการให้แต่ละประเทศทำหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญสูงสุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุน และกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ
นายธรรมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนที่ 3 เป็นงานต้องใช้เวลาเกิน 5 ปี เป็นเรื่องการปรับธุรกิจสู่ New S-Curve ว่า จะมีธุรกิจใหม่เป็นอะไร ที่จะสามารถสร้าง High Growth ไปอีก 10-20 ปี ซึ่งธุรกิจซีเมนต์ปัจจุบันมีการเติบโตค่อนข้างต่ำในประเทศไทย โตแค่ 1% หรือภูมิภาคอาเซียนก็โตแค่ 3-4% แต่ถ้าหากเราขยายการเติบโตไปธุรกิจใหม่อย่างพลังงานสะอาด ก็จะทำให้เอสซีจีไปอยู่ในธุรกิจที่มีการโตระดับ 10-20%
อ่านข่าวต้นฉบับ: ซีพี-SCG เปลี่ยนเกมฝ่าวิกฤต รับมือต้นทุนธุรกิจ-เงินเฟ้อสูง