คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ชื่อ “อีลอน มัสก์” ไม่น่าจะเกี่ยวข้องใด ๆ กับการวิเคราะห์สถานะทางการเงินการคลังของประเทศ แต่คำเตือนของเขาที่มีขึ้นระหว่างการให้สัมภาษณ์ “ฟ็อกซ์ บิสซิเนส” เมื่อเร็ว ๆ นี้ เกี่ยวกับสถานะทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กลับได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง มีการขยายความต่อกันมากมายด้วยเหตุผลสำคัญคือ เขาใช้ภาษาธรรมดาที่สุดในการเปรียบเทียบให้เห็นถึงสิ่งที่สหรัฐอเมริกาเป็นอยู่ในเวลานี้ จนทำให้คำเตือนดังกล่าวยากที่จะละเลยเมินเฉยในที่สุด
มัสก์บอกว่า ประเทศก็เหมือนกับคนคนหนึ่ง ถ้าหากประเทศใช้จ่ายมากเกินไป และไม่ได้ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด ก็เหมือนกับบุคคลทั่วไป นั่นคือประเทศก็สามารถล้มละลายได้
“เหตุผลที่ผมออกมาพูดเช่นนี้เพราะผมกำลังกังวลอย่างมากว่าสหรัฐอเมริกากำลังจะล้มละลาย เนื่องจากคอร์รัปชั่นและการใช้จ่ายที่สูญเปล่า และถ้าเราไม่ทำอะไรลงไปสักอย่างสหรัฐอเมริกาก็จะจมลง แล้วพวกเราทุกคนก็อยู่บนเรือลำนั้น”
คำเตือนของเขายังลามไปถึงแวดวงธุรกิจ โดยย้ำว่าถ้าเรือสหรัฐอเมริกาจมลงบริษัทของคุณก็ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ และเราควรทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจได้ว่าเรือลำนี้จะแข็งแกร่งอยู่ต่อไปอีกไกลมากในอนาคต
คำเตือนของมัสก์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ถูกเผยแพร่ซ้ำ ๆ ออกไป เพราะสถานะทางการคลังที่มัสก์พูดถึงยังคงเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ แทนที่จะดีขึ้น ตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดขึ้นจริงกำลังเข้าใกล้จุดที่มัสก์เรียกว่า จุดที่ไม่มีวันหวนกลับมาได้อีกแล้ว
ตอนที่มัสก์พูดถึงคำเตือนเหล่านี้ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของรัฐบาลอเมริกันพุ่งขึ้นไปถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ตามการประเมินของสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (ซีบีโอ) ที่ระบุต่อไปด้วยว่า เพียงแค่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณนี้ รัฐบาลกู้เงินไปแล้วสูงถึงราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ตลอดปีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ระหว่าง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
นั่นหมายความว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องกู้ยืมเงินมาอุดช่องโหว่ระหว่างรายรับกับรายจ่าย คิดเป็นเงินสูงถึงราว 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อวัน อันเป็นระดับที่หนี้สะสมภาครัฐจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจะสร้างรายได้มาชดเชยได้ทัน ตามนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ในเวลานี้แม้แต่การชำระดอกเบี้ยก็เป็นปัญหา ตัวเลขเม็ดเงินที่ต้องชำระดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาในเวลานี้สูงเกินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีไปเรียบร้อยแล้ว หมายความว่าเงินที่จัดเก็บจากภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้เพื่อจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยสำหรับหนี้สินที่มีอยู่แต่เดิมแล้ว แทนที่จะถูกนำไปใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศตามที่เคยหาเสียงกันเอาไว้
ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า คำเตือนของมัสก์ถูกจงใจทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ เมื่อคนที่ใช้จ่ายเกินตัวต้องล้มละลาย ประเทศชาติก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันได้เช่นกัน เป็นการจงใจข้ามความซับซ้อนเชิงเทคนิคว่าด้วยการจัดการงบประมาณไปโดยสิ้นเชิง และไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ดอลลาร์มีสถานะเป็นเงินทุนสำรอง ซึ่งช่วยลดปัญหาการใช้จ่ายเกินตัวในคำอุปมาของมัสก์ลง ทำให้ประเทศที่มีเงินสกุลที่เป็นทุนสำรองสามารถขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องได้อย่างที่บุคคลธรรมดาทั่วไปไม่สามารถทำได้
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐบาลสหรัฐอเมริกาถึงไม่ได้เผชิญกับวิกฤตการณ์ทางด้านการคลัง แม้จะมีประวัติการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาต่อเนื่องหลายทศวรรษ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ทำให้การเปรียบเทียบประเทศเป็นคนทั่วไปก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับระบบการทำงานของระบบการเงินสมัยใหม่ไปมาก
แต่สิ่งที่มัสก์เตือนไม่ได้พูดถึงแต่เฉพาะปัญหาสภาพคล่องในทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังพูดถึงการคาดการณ์ในอนาคตอีกด้วย เพราะเมื่อใดก็ตามที่ต้นทุนดอกเบี้ยขยับสูงเกินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และสถานะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่งสูงขึ้นถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี วัฏจักรของความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ยากที่จะหยุดยั้ง
ระดับหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่ต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มสภาวะหนี้ให้สูงขึ้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน แต่จะค่อย ๆ หนักหน่วงขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป
สำหรับนักลงทุน ภาวะคาดการณ์ทางด้านการคลังเป็นพันธะในทางปฏิบัติที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับทางการเมือง สภาพแวดล้อมที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยภายในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่ารัฐบาลจำเป็นต้องออกพันธบัตรในปริมาณมากขึ้นเพื่อนำรายได้มาอุดช่องว่างทางการคลังให้สามารถเป็นหนี้ต่อเนื่องต่อไปได้ ผลก็คือทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะสูงขึ้นในระยะยาว ซึ่งจะกระทบต่อทุกอย่าง ตั้งแต่ราคาหุ้น ราคาอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงพันธบัตรที่ออกโดยบริษัทเอกชน
ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ สภาพขาดดุลบัญชีมาก ๆ เป็นเวลานาน ๆ จะทำให้ความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายจำกัดลง นั่นคือรัฐบาลที่มีภาวะขาดดุล 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีจะมีช่องว่างในการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้น้อยมาก ไม่สามารถเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่สามารถประกาศนโยบายลดภาษี โดยที่ไม่ทำให้ภาวะขาดดุลขยายตัวเพิ่มเติมได้ ความน่าเชื่อถือในรัฐบาลจะลดลงทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วรัฐบาลต้องการความเชื่อมั่น เพื่อทำให้ตลาดพันธบัตรเชื่อมั่นว่าภาวะหนี้ของตนสามารถบริหารจัดการได้ จึงจะสามารถขายพันธบัตรออกไปได้
สิ่งที่มัสก์เตือนเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์ตลาดพันธบัตรรวมไปถึงกลุ่มเฝ้าระวังงบประมาณต่าง ๆ หยิบยกมาเตือนกันหลายครั้งแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำเตือนของมัสก์จะได้รับการพิสูจน์ให้เห็นเป็นจริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง รวมทั้งขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาชุดปัจจุบันจะค้นพบแนวทางที่สามารถลดระดับการขาดดุลแรกเริ่มลงได้หรือไม่ ก่อนที่ต้นทุนดอกเบี้ยจะกลายเป็นจุดวิกฤตที่ก่อให้เกิดปัญหาในตัวเองวนเป็นลูปไม่รู้จักจบสิ้น
แต่เท่าที่รู้กันอยู่จนถึงเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากทางไหน แนวทางที่ว่านั้นยังไม่มีใครหาพบครับ
อ่านข่าวต้นฉบับ: คำเตือนของ‘อีลอน มัสก์’ สหรัฐอเมริกากำลัง‘ล้มละลาย’