สนค.ประเมิน EU เดินหน้าสรุป FTA กับคู่ค้าทั่วโลก สะท้อนโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ทั้งการขยายตลาด เชื่อมโยงซัพพลายเชน และดึงลงทุนต่างชาติ พร้อมเร่งต่อยอดเจรจา FTA ไทย-EU ตั้งเป้าปิดดีลภายในปี 2569 หลังสรุปข้อบทแล้ว 11 จาก 24 บท
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. เปิดเผยว่า ทิศทางของสหภาพยุโรป หรือ EU ที่เร่งรัดจัดทำความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกในช่วงต้นปี 2569 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่ส่งผลเชิงบวกต่อไทย ทั้งด้านโอกาสขยายตลาด การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาศักยภาพท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 EU สามารถบรรลุและสรุปผลการเจรจา FTA ได้ 3 ฉบับ ครอบคลุม 6 ประเทศ ได้แก่ การลงนามความตกลงกับกลุ่มประเทศตลาดร่วมอเมริกาใต้ หรือ Mercosur ซึ่งประกอบด้วยบราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย และปารากวัย รวมถึงการสรุปผลการเจรจากับอินเดียและออสเตรเลีย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นเชิงนโยบายของ EU ในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดหลักเดิม และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์
ทั้งนี้ พัฒนาการดังกล่าวเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้ไทยในหลายด้าน โดยประการแรก การที่ EU ขยายความตกลงการค้ากับประเทศต่าง ๆ จะช่วยส่งเสริมการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก หรือ Global Supply Chain Reconfiguration เอื้อให้ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกในอุตสาหกรรมศักยภาพ เช่น อาหารแปรรูป ยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
ประการที่สอง การขยายเครือข่าย FTA ของ EU จะช่วยกระตุ้นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เนื่องจากบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะจาก EU มีแนวโน้มเลือกลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีความเชื่อมโยงทางการค้า และสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน และมีห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง
ประการที่สาม การเจรจา FTA กับ EU จะเป็นแรงผลักดันให้ไทยยกระดับมาตรฐานสินค้า กฎระเบียบ และระบบการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความโปร่งใส ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ไทยยังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศที่มี FTA กับ EU แล้ว เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรและเข้าถึงตลาด EU ได้ก่อน ทำให้สินค้าไทยบางประเภทอาจเสียเปรียบด้านราคาและส่วนแบ่งตลาดในระยะสั้น
นอกจากนี้ มาตรการทางการค้าของ EU ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น อาจเป็นข้อจำกัดสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ยังปรับตัวไม่ทัน
สนค.มองว่า ไทยควรเร่งดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU เพื่อให้ไทยเข้าถึงตลาด EU ได้ในเงื่อนไขที่ทัดเทียมประเทศคู่แข่ง ยกระดับมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยคาร์บอน และมาตรฐานแรงงาน เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้ปรับตัวสู่การค้าในรูปแบบใหม่ เช่น การค้าดิจิทัลและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและโลก
สำหรับความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย-EU ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายจัดการเจรจารอบที่ 8 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ จังหวัดเชียงใหม่ และสามารถสรุปข้อบทเพิ่มเติมได้อีก 3 บท ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า ข้อยกเว้นในการใช้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้ FTA และหลักการประติบัติเยี่ยงคนชาติและการเปิดตลาดการค้าสินค้า
ส่งผลให้ปัจจุบันการเจรจาสรุปข้อบทได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท โดยการเจรจารอบถัดไปจะจัดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569
ด้านมูลค่าการค้า EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยไตรมาสแรกปี 2569 การค้ารวมไทย-EU มีมูลค่า 12,223.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไป EU มูลค่า 7,671.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.14% และการนำเข้ามูลค่า 4,551.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.93% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 3,120.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไป EU ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และแผงวงจรไฟฟ้า
นายนันทพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า EU เป็นตลาดที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ มีกำลังซื้อสูง มี GDP กว่า 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 18% ของ GDP โลก และมีประชากรราว 450 ล้านคน โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว 47,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 3.2 เท่า
การมี FTA กับ EU จะช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้ในอัตราภาษีที่ต่ำลงหรือเป็นศูนย์ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างโอกาสใหม่ด้านการค้าและการลงทุน
FTA ไทย-EU ถือเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยระยะยาว ไม่เพียงช่วยขยายตลาดส่งออก แต่ยังช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพิ่มการจ้างงาน และยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลก นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต
อ่านข่าวต้นฉบับ: สนค.ชี้ EU เร่งปิดดีล FTA ทั่วโลก ไทยต้องสปีดเจรจา หวังจบปี’69
