กระทรวงเกษตรฯ วางแผนบรรเทาสาธารณภัยด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ รับมือสภาพภูมิอากาศผันผวน หลังไทยเข้าสู่ฤดูฝน แต่ยังต้องเฝ้าระวังทั้งน้ำท่วม-ภัยแล้ง โดยพบพื้นที่เสี่ยงท่วม 64 จังหวัด เสี่ยงแล้ง 58 จังหวัด และเสี่ยงทั้งท่วมและแล้ง 43 จังหวัด พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือเกษตรกรทันทีเมื่อเกิดความเสียหาย
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมการเพื่อบรรเทาสาธารณภัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่า รัฐบาลห่วงใยสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 แต่ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศทำให้ทุกภาคส่วนต้องเตรียมพร้อมรับมือสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมกำชับหน่วยงานในพื้นที่ให้ติดตามและประเมินสถานการณ์พื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวัง เตรียมพร้อมรับมือทันทีเมื่อเกิดเหตุ และเร่งให้ความช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว
กระทรวงเกษตรฯ ยังให้ความสำคัญกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและข้อห่วงใยขององคมนตรี ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร การปรับแผนเผชิญเหตุให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และการเตรียมความช่วยเหลือประชาชนทุกกรณีให้ชัดเจน
หากเกษตรกรได้รับความเสียหายทั้งด้านการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งช่วยเหลือเยียวยาให้รวดเร็วและทั่วถึง
นายสุริยะกล่าวว่า จากข้อมูลคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยในอีก 6 เดือนข้างหน้าของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงท่วม 64 จังหวัด พื้นที่เสี่ยงแล้ง 58 จังหวัด และพื้นที่เสี่ยงทั้งท่วมและแล้ง 43 จังหวัด จึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานประสานงานและประเมินสถานการณ์โดยรวมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเตรียมแผนเผชิญเหตุในพื้นที่ที่ยังไม่เกิดภัยแล้ง เพื่อให้พร้อมแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันเวลา
สำหรับแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงจากเอลนีโญ กระทรวงเกษตรฯ กำหนดไว้ 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนและแหล่งน้ำ โดยให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรประสานกับกองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง
ด้านที่สอง คือ การเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า โดยให้หน่วยงานในสังกัดติดตามข้อมูลฝน น้ำท่า น้ำต้นทุน อุณหภูมิ ความชื้นในดิน พื้นที่เพาะปลูก และระยะการเจริญเติบโตของพืชอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยี Remote Sensing ประเมินพื้นที่เสี่ยงและความสมบูรณ์ของพืชแบบใกล้เคียงเวลาจริง
ด้านที่สาม คือ การปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุนจริง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง โดยจะสื่อสารให้เกษตรกรวางแผนเพาะปลูกตามสถานการณ์น้ำจริง ลดการปลูกเกินศักยภาพน้ำต้นทุน เลื่อนหรือปรับรอบการเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่เหมาะสม
ด้านที่สี่ คือ การลดต้นทุนและลดความเสียหายของเกษตรกร ผ่านการส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการศัตรูพืชอย่างแม่นยำ การสนับสนุนเครื่องจักรกลและผู้ให้บริการทางการเกษตร รวมถึงให้คำแนะนำรายพื้นที่ตามชนิดพืชและระยะการเจริญเติบโต
ด้านที่ห้า คือ การดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะติดตามสถานการณ์ผลผลิต ราคา ต้นทุน และรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อาหารสัตว์ น้ำตาล แป้งมันสำปะหลัง ปศุสัตว์ และการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อให้รัฐบาลกำหนดมาตรการได้ตรงจุดและทันเวลา
นายสุริยะกล่าวว่า แนวทางของกระทรวงเกษตรฯ ครั้งนี้ จะไม่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเข้าไปเยียวยาเท่านั้น แต่จะใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันและลดความเสียหายล่วงหน้า โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและพื้นที่
พร้อมขอให้เกษตรกรติดตามข้อมูลจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร และหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาเพาะปลูก ปริมาณน้ำในพื้นที่ การเลือกชนิดพืช การจัดการน้ำในแปลง และการป้องกันโรคและแมลง
นายสุริยะย้ำว่า เกษตรกรไม่ควรตัดสินใจเพาะปลูกโดยดูจากฝนช่วงสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาข้อมูลน้ำต้นทุนและแนวโน้มฝนตลอดฤดูร่วมด้วย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อผลผลิต ต้นทุน และรายได้ในระยะต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: สุริยะ สั่งรับมือภัยพิบัติเกษตร จับตาท่วม 64 จังหวัด-แล้ง 58 จังหวัด
