สั่นสะเทือนวงการ HR! ซีอีโอฟินเทคดัง “Bolt” ประกาศกร้าวไล่ออกทีม HR ทั้งแผนก ชี้เป็นตัวการสร้าง “ปัญหาที่ไม่มีอยู่จริง” เผยเดินหน้ากลยุทธ์ “ซีอีโอยุคสงคราม” เลิกจ้างพนักงาน 30% ทุบวัฒนธรรมสุขสบาย-ยึดติดสิทธิประโยชน์ แล้วหันมาจัดตั้งทีม “People Ops”
ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ไรอัน เบรสโลว์ (Ryan Breslow) ซีอีโอของ Bolt บริษัทฟินเทคชื่อดัง ได้จุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์ในโลกธุรกิจอีกครั้ง หลังประกาศเลิกจ้างทีมทรัพยากรบุคคล (HR) ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า HR มักสร้างปัญหาที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมปรับโมเดลสู่ทีม “People Ops” ที่เน้นความคล่องตัวสูง หวังทุบวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมที่พนักงานยึดติดกับสิทธิประโยชน์ แต่หย่อนยานในการทำงาน เพื่อพยุงบริษัทฝ่าวิกฤตมูลค่าหุ้นดิ่งลงเหว
ในงานสัมมนา Workforce Innovation Summit ของนิตยสาร Fortune ไรอัน เบรสโลว์ CEO หนุ่มของ Bolt ได้เปิดใจถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงเกือบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการใช้แนวทางการบริหารแบบ “ยุคสงคราม” เพื่อกอบกู้สถานการณ์ของบริษัทหลังจากที่มูลค่าประเมินดิ่งลงอย่างรุนแรง
กลยุทธ์อันดุดันนี้ประกอบไปด้วยการเลิกจ้างพนักงานเกือบ 30% ของบริษัท การปลดทีม HR ออกทั้งหมด และการพาทั้งองค์กรกลับเข้าสู่โหมด “สตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น” อีกครั้ง ซึ่งนี่ถือเป็นภาพสะท้อนเด่นชัดของปี 2026 ที่หลายองค์กรเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นและบทบาทของทีม HR แบบดั้งเดิม
เบรสโลว์ ได้ขยายความถึงการตัดสินใจปลดทีม HR ผ่านการสัมภาษณ์กับ คริสติน สตอลเลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายบรรณาธิการของ Fortune ว่า
“เราเคยมีทีม HR และทีมนั้นก็คอยแต่จะสร้างปัญหาที่ไม่มีอยู่จริงให้เกิดขึ้นในที่ทำงาน ซึ่งพอกระชากหน้ากากและปล่อยพวกเขาออกไป ปัญหาเหล่านั้นก็อันตรธานหายไปทันที”
แม้ซีอีโอหนุ่มจะไม่ได้ลงรายละเอียดว่า “ปัญหา” ที่ทีม HR สร้างขึ้นคืออะไร แต่เขาก็เคยโพสต์แสดงทัศนะผ่าน LinkedIn ก่อนหน้านี้อย่างตรงไปตรงมาว่า
“ผมได้ข้อสรุปว่า HR คือพลังงาน รูปแบบ และแนวทางที่ผิดพลาดสำหรับองค์กร แต่ ‘People Ops’ จะช่วยเพิ่มอำนาจให้ผู้จัดการ ตัดลดขั้นตอนการตัดสินใจ และช่วยให้บริษัทขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วแสง”
การเลิกจ้างทีม HR ของ Bolt ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะดำเนินงานโดยไม่มีการจัดการด้านบุคลากรเลย แต่เบรสโลว์ได้จัดตั้งทีม People Ops (People Operations) ขึ้นมาแทนที่ โดยระบุว่าทีมใหม่นี้จะเข้ามาทำหน้าที่แทน “คนกลาง” และเปลี่ยนเป้าหมายมาโฟกัสที่ “ประสิทธิภาพ” เป็นหลัก และลดเรื่อง “หยุมหยิมไร้สาระ” ให้น้อยลง
ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ หากพนักงานประสบปัญหาซีเรียสในองค์กร พวกเขาจะต้องร้องเรียนโดยตรงต่อหัวหน้างานระดับสูง หรือติดต่อสมาชิกในทีม People Ops โดยตรง
อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าโครงสร้างของ People Ops ใน Bolt แตกต่างจาก HR ดั้งเดิมอย่างไรในทางปฏิบัติ เพราะในความเป็นจริง งานบริการจัดการมนุษย์มีมิติที่ซับซ้อน ตั้งแต่การทำเงินเดือน การดูแลกฎหมายแรงงาน ไปจนถึงการประเมินขวัญกำลังใจพนักงาน ซึ่งหากตัดระบบเหล่านี้ออกไปโดยไม่มีการรองรับที่ดี องค์กรอาจต้องเผชิญกับข้อกฎหมายที่ตามมาในภายหลัง
ไม่เพียงแต่ทีม HR เท่านั้นที่เจอมาตรการยาแรง แต่พนักงานที่ถูกจ้างเข้ามาในช่วงที่บริษัทเติบโตสูงสุด (Hyper-growth) ก็โดนหางเลขด้วยเช่นกัน เบรสโลว์เผยว่า หลังจากที่เขากลับมารับตำแหน่งซีอีโออีกครั้ง เขาได้ให้เวลาพนักงานกลุ่มเดิม 60 วันในการปรับตัวเข้าสู่วิถีการทำงานที่สมบุกสมบันแบบสตาร์ทอัพ ผลปรากฏว่ามีถึง 99% ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ และต้องถูกเปลี่ยนตัวในที่สุด
“มีความรู้สึกยึดติดในสิทธิประโยชน์ (Entitlement) ฝังรากลึกอยู่ทั่วทั้งบริษัท พนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจ มีสิทธิ์ได้รับสิ่งต่างๆ แต่กลับไม่ทำงานให้หนักพอ และนั่นคือสิ่งแรกที่ผมต้องต่อสู้ด้วย สุดท้ายแล้ว คนส่วนใหญ่เหล่านั้นก็แค่ต้องถูกปล่อยตัวไป” เบรสโลว์กล่าว
กรณีศึกษาของ Bolt สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความอึดอัดใจของเหล่านายทุนและซีอีโอยุคใหม่ที่มีต่อระบบ HR แบบดั้งเดิม ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นแผนกที่คอยฉุดรั้งการเติบโต และมักนำเสนอแต่ปัญหามากกว่าความสำเร็จ ยิ่งในปัจจุบันที่หลายองค์กรเริ่มนำระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาทดแทนฟังก์ชันงานรูทีนของ HR ยิ่งทำให้บทบาทนี้ถูกสั่นคลอน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลมองว่า ไม่ว่าองค์กรจะเปลี่ยนชื่อแผนกไปเป็น People Ops หรือพยายามใช้ AI มากเพียงใด ท้ายที่สุดแล้ว “การบริหารคน” และการดูแลข้อบังคับทางกฎหมายก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ เพียงแต่รูปแบบของ HR ในอนาคต อาจต้องถูก Re-skill และปรับขนาดให้กระชับ เพื่อตอบโจทย์ความยืดหยุ่นและความอยู่รอดของธุรกิจให้ทันท่วงที
อ่านข่าวต้นฉบับ: CEO Bolt สั่งปลด HR ยกแผง! สู่ ‘People Ops’ รีเซ็ตองค์กร-ขจัดปัญหาที่ไม่มีอยู่จริง