คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ปี 2569 เป็นอีกปีที่ธุรกิจพลังงานต้องบริหารความเสี่ยงหนักหน่วง เพราะพลังงานโลกผันผวน สงครามที่ยืดเยื้อ และต้นทุนน้ำมันดิบพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนหน้านี้ ทั้งหมดคือความท้าทายที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น ได้ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงทิศทางและแนวโน้ม มีหลายประเด็นน่าสนใจ
ขณะที่บางจากมีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น จึงเตรียมขอวงเงินกู้ 40,000-50,000 ล้านบาท เพื่อเติมสภาพคล่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากกระแส “ทุนเทา” และความกังวลของนักลงทุนต่างชาติ ที่มีผลต่อภาพลักษณ์
แต่เขายืนยันว่า “บางจากยังเดินหน้าธุรกิจตามแผนและเตรียมโรดโชว์ที่อังกฤษในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อชี้แจงทุกเรื่องกับ 11 กองทุน”
โครงการโรงงานผลิต SAF เริ่มสร้างปี 2024 เดิมตั้งเป้าเสร็จกลางปีที่แล้ว แต่เกิดปัญหาผู้รับเหมา ทำให้ต้องติดตามงานใกล้ชิด ทีมงานต้องไปจีนเพื่อตรวจสอบอุปกรณ์โรงงานผู้ผลิต ต้องใช้งบฯ เพิ่มในการขนส่งทางอากาศ หรือ Air Freight บางรายการ แม้ต้นทุนสูงกว่าทางเรือหลายเท่า แต่เพื่อเร่งให้โครงการเดินหน้า ปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว อยู่ในช่วง Commissioning หรือเดินเครื่องทดสอบ 3 เดือน ขณะนี้มาถึงเดือนสองแล้ว กำลังการผลิตเต็ม 100% ต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง ผลทดสอบดีกว่าสเป็ก สะท้อนถึงคุณภาพของการควบคุมงาน แม้จะล่าช้าบ้างแต่ผลดีเกินคาด
ตอนนี้ผลิตภัณฑ์หลักของโรงงานคือ HEFA-SPK เป็นน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว หรือ Used Cooking Oil เรามีสต๊อกเกือบ 30 ล้านลิตร เริ่มทยอยส่งออกไปยุโรป มีคู่ค้าคือบริษัทน้ำมันระดับโลก ลอตแรกเริ่มขนส่งแล้ว และมี Shipment เพิ่มอีก 3 เท่าในลอตต่อไป ระยะแรกเราเน้นส่งออกทั้งหมด
เพราะไทยไม่มีนโยบายบังคับผสม SAF สำหรับสายการบิน แต่ในประเทศเริ่มหารือกันแล้ว ทั้งการท่าอากาศยานฯ สายการบินต่าง ๆ เพื่อวางแนวทางรองรับการใช้ SAF ในอนาคต โรงงานนี้ไม่ได้ผลิตเฉพาะ SAF แต่ยังผลิต HVO หรือ Green Diesel ได้ด้วย ใช้วัตถุดิบเดียวกัน ทำให้สลับผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของตลาด
เรายังมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลพลอยได้อย่าง Bio Naphtha สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีด้วย หากผลิต SAF จะได้ Bio Naphtha ราว 8% แต่ถ้าผลิต HVO จะเหลือ 1-2% ตอนนี้เรามีลูกค้าในมาบตาพุดรองรับ Bio Naphtha แล้ว ส่วนคุณสมบัติของ SAF และ Bio Naphtha แทบไม่ต่างจากผลิตภัณฑ์ฟอสซิลทั่วไป เพียงแต่ผลิตจากวัตถุดิบชีวภาพ ทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนได้
น้ำมัน SAF ราคาลิตรละ 55-60 บาท ส่วนน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 30-35 บาทต่อลิตร แพงกว่าเท่าตัว ในอดีตเคยแพงกว่า 3 เท่า ต้นทุนหลัก 70-75% มาจากวัตถุดิบ อีก 10% เป็นต้นทุนการกลั่น ราว 15% เป็นค่าเสื่อมโรงงาน ตอนนี้ต้นทุน SAF อาจถูกมองเกินจริง
เพราะหากเริ่มผสมเพียง 1% จะกระทบต้นทุนรวมของสายการบินจริงไม่ถึง 1% เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงคิดเป็น 50-55% ของต้นทุนสายการบินทั้งหมด ในอนาคตน้ำมันเครื่องบินฟอสซิลก็มีแนวโน้มต้นทุนเพิ่มจากมาตรการสิ่งแวดล้อม ทำให้ช่องว่างราคาแคบลง เราเองมีแนวคิดเรื่อง Jet Fuel 20 คล้าย E20 หรือ B20 เพื่อผลักดันการใช้ SAF ในประเทศ เพราะเชื่อว่าต้นทุนไม่ใช่อุปสรรคหากภาครัฐสนับสนุนจริงจัง
ที่เราตัดสินใจเริ่มทำ SAF ก็ 4-5 ปี วันนี้เราทำเชิงพาณิชย์ได้แล้ว ในโลกยังมีไม่มาก ยุโรปเดินหน้าเร็วสุด หลายแห่งนำโรงกลั่นเก่ามาปรับเป็นโรงงาน SAF ตอนนี้ผู้นำตลาดคือ Neste มีโรงงานในสิงคโปร์ และ Rotterdam ส่วนญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ยังไม่มีโรงงาน SAF เชิงพาณิชย์ ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศแรก ๆ ของเอเชียที่มีโรงงาน SAF เชิงพาณิชย์ ปีนี้เราตั้งเป้าส่งออกไปยุโรปทั้ง SAF และ HVO ตลาดมีดีมานด์สูงมาก
SAF ใช้เงินลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท คาดจะมี IRR มากกว่า 15% คืนทุนใน 6-7 ปี หากเดินเครื่องเฉลี่ยมากกว่า 80% หรือวันละ 800,000 ลิตร ตลอด 200 วันต่อปี จะสร้างรายได้ 9,000-10,000 ล้านบาทต่อปี มี EBITDA 500-1,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับค่าการกลั่น-ราคาตลาด แต่ปัญหาตอนนี้คือการรวบรวมวัตถุดิบ
การจัดหาวัตถุดิบเป็นโจทย์สำคัญ เราจัดหา UCO ในประเทศได้ 35-40% ที่เหลือต้องนำเข้า แต่วัตถุดิบไม่ได้มีเฉพาะน้ำมันทอดใช้แล้ว ยังรวมถึง Food Waste เช่น น้ำมันจากหม้อหมาล่าที่ต้องผ่านกระบวนการแยกน้ำและ Pre-treatment ก่อนนำมาผลิต SAF ปัญหาใหญ่สุดไม่ใช่เรื่องการผลิต แต่คือ “การรวบรวม” เพราะโรงงานใช้วัตถุดิบได้วันละ 1 ล้านลิตร ขณะที่ครัวเรือนมีน้ำมันใช้แล้ววันละไม่ถึงลิตร ทำให้ต้นทุนการจัดเก็บสูงมาก ล่าสุดเริ่มทดลองติดตั้ง “ตู้ UCO” ตามปั๊มน้ำมันและหน่วยงานรัฐ 9 ตู้ มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้น หากมีน้ำปนจะปฏิเสธทันที เพื่อรักษาคุณภาพวัตถุดิบ
ระยะยาวเรามองว่าการแข่งขันแย่งซื้อ UCO จะรุนแรงขึ้น จึงเริ่มศึกษาวัตถุดิบทางเลือกเพิ่ม เช่น หยีน้ำ – พงกะหมี่ หรือเป็นกรดไขมันจากอุตสาหกรรมปาล์ม ไขมันจากบ่อดักไขมันของโรงแรม เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งทดลองปลูกพืชพลังงานในพื้นที่ดินเค็ม ทั้งขอนแก่น โคราช กระบี่ ฯลฯ รวมถึง “สบู่ดำ”แต่ยุติการศึกษาไปแล้ว เพราะพืชชนิดอื่นให้ผลผลิตและเหมาะกับพื้นที่มากกว่า
เวลาเราพูดถึง Biofuel ผมว่าเป็นโอกาสสำคัญของไทย เพราะ Value Chain อยู่ในประเทศ ตั้งแต่ภาคเกษตร การปลูกพืช การสกัดน้ำมัน การกลั่น จนถึงการใช้งานจริง ต่างจาก EV และแบตเตอรี่ที่ไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมาก เช่น ลิเทียม โคบอลต์ แร่หายาก ไทยยังอยู่ในยุค Biofuel รุ่นแรก หรือ First Generation ที่ใช้พืชน้ำมันเป็นวัตถุดิบ ในอนาคตจะต่อยอดสู่ Second Generation ใช้เศษวัสดุการเกษตร ฟาง ใบไม้ เศษหญ้า มาผลิตเชื้อเพลิง พวกนี้ต่อยอดสู่อุตสาหกรรม Bioplastic, Biopharmaceutical และ Biocosmetic ได้อีกมาก อยากเสนอให้รัฐสนับสนุน Biofuel และ Bioeconomy จริงจัง เพราะเป็น Value Chain ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากจริง ๆ
ถ้าถามผมว่าอนาคตธุรกิจโรงกลั่นจะเป็นยังไง ระยะยาวผมเชื่อว่าโรงกลั่นฟอสซิลยังไม่หายไปเร็ว เพราะเชื้อเพลิงเหลวมีข้อได้เปรียบทั้งการขนส่งและการกักเก็บ แต่บทบาทจะลดลงในอีก 50-100 ปี และเปลี่ยนผ่านสู่โรงกลั่นแบบ Corefinery ที่ใช้ทั้งฟอสซิล – Biofuel ร่วมกัน เรากำลังศึกษาเทคโนโลยีอนาคต เช่น E-SAF และ E-Fuel ร่วมกับ Asian Institute of Technology (AIT) และศึกษาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน เพื่อนำกลับมาใช้ผลิตเชื้อเพลิงร่วมกับ Green Hydrogen
ปีนี้ธุรกิจโรงกลั่นเจอความผันผวน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่แกว่งตามสงครามโลก บางจากอยู่ระหว่างขอวงเงิน Working Capital เพิ่ม 40,000-50,000 ล้านบาทมาเติมสภาพคล่อง รองรับความผันผวนเพื่อการจัดหาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของธุรกิจโรงกลั่นขนาดใหญ่ น้ำมันดิบต้องสั่งซื้อล่วงหน้า 1-2 เดือน ทำให้ต้นทุนน้ำมันที่ซื้อช่วงมีนาคม-เมษายนอยู่ในระดับสูง
ส่วนค่าการกลั่น หรือ GRM ตอนนี้ลดลงมาอยู่ที่ 2-3 บาทต่อลิตร ใกล้เคียงภาวะปกติ ตัวเลขนี้เป็นค่าการกลั่นที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย หากลดเหลือ 1 บาทต่อลิตรโรงกลั่นแทบไม่มีกำไรแล้ว ให้ทุกคนมั่นใจไทยจะไม่เจอภาวะขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งการใช้กลไกตลาดแบบ Pass Through ที่สะท้อนต้นทุนจริงตามตลาดโลก แม้จะทำให้ผู้บริโภครับภาระเพิ่ม แต่ช่วยให้ประเทศมีเสถียรภาพด้านพลังงาน
ส่วนประเด็น “ทุนเทา” ที่ส่งผลกระทบบางส่วนต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น รวมถึงกระทบความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินต่างประเทศนั้น ขอไม่ลงรายละเอียด เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว ขอยืนยันว่าทีมผู้บริหารยังทำงานเต็มที่ เชื่อมั่นว่าบางจากมีพื้นฐานแข็งแรง จากที่ขยายธุรกิจและซื้อกิจการช่วงที่ผ่านมา ที่สำคัญเราเตรียมไปโรดโชว์ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อชี้แจงกับ 11 กองทุน
ผมเป็นที่ปรึกษาบางจากและเป็นกรรมการปี 2544 ก่อนขึ้น CEO ปี 2558 ตลอด 15 ปีบริษัทที่เป็นประเด็นไม่เคยรับงานจากบางจากแม้แต่งานเดียวยืนยันว่าการที่บริษัทผลักดันให้ตัวแทนผู้ถือหุ้นบางกลุ่มหยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องหลักการ เพราะหุ้นดังกล่าวถูกศาลอายัดไว้ จึงไม่ควรเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารระหว่างรอคำตัดสิน หากศาลตัดสินว่าไม่มีความผิดก็กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ช่วงที่อยู่ระหว่างพิจารณาผมเห็นว่าควรเว้นระยะ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อองค์กร
ที่ผ่านมามีบางสื่อนำเสนอข่าวโจมตีบริษัทและตัวผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง ผมตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมข่าวจึงเกิดขึ้นหลังการผลักดันแก้ข้อบังคับบริษัทข้อ 7 ซึ่งผมยืนยันว่าบริษัทพยายามชี้แจงหลายครั้ง แต่ข้อมูลชี้แจงไม่ได้ถูกนำเสนอครบถ้วน ทำให้เกิดความสับสน หากยังไม่จบอาจต้องดำเนินการตามกฎหมาย เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กร พนักงาน และบริษัท ผมมองว่ามีผู้ประสงค์ไม่ดีเพียงไม่กี่รายที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ข้อบังคับ
จากวันที่บางจากเคยเกือบต้องปิดโรงกลั่น วันนี้เรามีต้นน้ำ โรงกลั่น ค้าปลีก Biofuel และ SAF ผมเชื่อว่าองค์กรยังแข็งแรง กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานไทย ผมซื้อกิจการ Esso ซื้อเชฟรอน ฮ่องกง แบรนด์ Caltex จะโอนกิจการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
ผมยังทำหน้าที่ CEO เต็มที่ พร้อมผลักดันองค์กรต่อไป ในปีหน้าจะเข้าปีที่ 16 ของผม “จะอยู่หรือจะไป” บางจากก็ต้องเดินไปตามแผน
อ่านข่าวต้นฉบับ: CEO บางจาก เปิดใจ ข่าวดี SAF – ข่าวร้อน ‘ทุนเทา’