กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลต่างชาติในเกาะสมุย-เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี หลังพบมีบริษัทต่างชาติร่วมลงทุน 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ เร่งสกัดนอมินี-ธุรกิจสีเทา พร้อมส่งข้อมูล 34 บริษัทสินทรัพย์เกิน 100 ล้านบาทให้ ปปง.ตรวจเส้นทางเงิน เตือนคนไทยรับจ้างถือหุ้นเจอโทษคุก 3 ปี ปรับสูงสุด 1 ล้านบาท
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเกาะพะงันและเกาะสมุยเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนของชาวต่างชาติในสัดส่วนสูงมาก โดยมีทั้งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย และกลุ่มที่อาจหลีกเลี่ยงกฎหมายผ่านการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี
กรมจึงยกระดับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน และทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ภายใต้แนวคิด “ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี” เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เพื่อเร่งนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ทั้งไทยและต่างชาติ ตามแนวทาง Ease of Doing Business โดยมีเจตนาเพื่อสนับสนุนการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่พบว่านักลงทุนต่างชาติบางรายใช้ช่องว่างทางกฎหมายร่วมกับคนไทยบางกลุ่ม จัดตั้งธุรกิจในลักษณะนอมินี ทำให้ระบบธุรกิจบิดเบี้ยวและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 กรมจึงเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน โดยยืนยันว่า หากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย กรมพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทา ใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่บ่อนทำลายประเทศ
จากการสแกนข้อมูลนิติบุคคลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่ามีบริษัทจำกัดทั้งหมด 21,717 ราย ในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 11,649 ราย หรือ 53.6% โดยสัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ฝรั่งเศส 2,365 ราย อังกฤษ 1,446 ราย รัสเซีย 1,205 ราย อิสราเอล 1,147 ราย เยอรมัน 608 ราย จีน 569 ราย อเมริกัน 444 ราย ออสเตรเลียน 335 ราย อิตาเลียน 258 ราย และเบลเยียม 222 ราย
เฉพาะเกาะพะงันมีบริษัทจำกัด 4,761 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย หรือ 67.48% สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด ได้แก่ อิสราเอล 720 ราย ฝรั่งเศส 426 ราย อังกฤษ 359 ราย รัสเซีย 306 ราย เยอรมัน 194 ราย อเมริกัน 144 ราย อิตาเลียน 89 ราย ยูเครน 69 ราย ออสเตรเลียน 58 ราย และเบลเยียม 56 ราย
ส่วนเกาะสมุย มีบริษัทจำกัด 12,050 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย หรือ 68.16% สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด ได้แก่ ฝรั่งเศส 1,937 ราย อังกฤษ 1,077 ราย รัสเซีย 885 ราย จีน 478 ราย อิสราเอล 419 ราย เยอรมัน 406 ราย อเมริกัน 291 ราย ออสเตรเลียน 273 ราย สวิส 173 ราย และอิตาเลียน 169 ราย
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ตัวเลขบริษัทต่างชาติบนเกาะพะงันและเกาะสมุยที่สูงถึง 67.97% ของบริษัททั้งหมด ทำให้เกิดความกังวลในพื้นที่ว่า ธุรกิจสำคัญบนเกาะอาจถูกครอบครองโดยต่างชาติ โดยเฉพาะเมื่อพบว่านักลงทุนจำนวนมากมาจากกลุ่มประเทศเดียวกัน และมีบางส่วนที่อาจใช้โครงสร้างนิติบุคคลไทยเป็นฉากบังหน้า
ก่อนหน้านี้ กรมและหน่วยงานพันธมิตรได้ตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงัน พบธุรกิจต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติใน 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจสำนักงานบัญชี และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
กรณีแรกคือสำนักงานบัญชีภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส หรือบริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด โดยพบว่าเจ้าของสำนักงานมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารพาณิชย์ 2 แห่งและบ้านพัก พบว่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง แต่บางห้องไม่พบการประกอบธุรกิจจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม
กรณีที่สองคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าชื่อ “ศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า” พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจึงเชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 รายไปสอบสวนเพิ่มเติม
จากการตรวจสอบยังพบข้อมูลน่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่ามูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอลในสัดส่วน 49% และภายหลังมีบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท ซึ่งอาจเข้าข่ายซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงภาษี และถือหุ้นอำพรางในลักษณะนอมินี
ส่วนเกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยเป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียนและรับทำบัญชี ให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย ขณะที่อีก 1 รายมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท โดยกรมได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการต่อไป
นอกจากนี้ กรมยังส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยทั้ง 34 รายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
สำหรับบทลงโทษตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กรณีคนไทยให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำผิดตามมาตรา 36 และกรณีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 37 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ยังมีโทษปรับรายวันวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมกำลังเดินหน้าสแกนนิติบุคคลในจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต กระบี่ และพังงา เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความเสี่ยงของการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ทั้งกรณีต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และถือหุ้นตั้งแต่ 0.01-49.99%
กรมและหน่วยงานพันธมิตรจะเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและคนไทยในทุกพื้นที่และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ และเปลี่ยนการลงทุนที่ไม่ถูกต้องให้กลับเข้าสู่ระบบที่โปร่งใสและเป็นธรรม
อ่านข่าวต้นฉบับ: สแกนทุนต่างชาติสมุย-พะงัน พบ 11,426 บริษัท เสี่ยงนอมินียึดธุรกิจท่องเที่ยว
