ระหว่างรอการพิจารณา “แผนพลังงานชาติ (PDP) ฉบับใหม่” ที่ยังคงอยู่ระหว่างการปรับปรุงเพิ่มเติมให้สอดรับกับบริบทปัจจุบัน กลุ่มพลังงานหมุนเวียน RE100 ใช้ความพยายามหลายต่อหลายครั้งเสนอให้ “กระทรวงพลังงาน” เปิดโควตารับซื้อไฟฟ้าพลังงานทุกรูปแบบทั้งลม แสงอาทิตย์ ไบโอ ชีวมวล ขยะ รวมถึงนิวเคลียร์ บรรจุเข้าสู่แผน PDP ให้มากขึ้น ที่อาจสูงถึง 107,200 เมกะวัตต์
ซึ่งเป็นปริมาณที่ได้ประเมินเอาไว้ตั้งแต่ปี 2569 จนถึงปี 2580 ไม่เพียงจะเป็นส่วนผลักดันให้ประเทศไทยไปถึงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 (2050) แต่ยังเป็นการประกาศความพร้อมของการมีเสถียรภาพด้านไฟฟ้าที่จะป้อนให้กับอุตสาหกรรมที่มาลงทุนในอนาคต
นายอาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) กล่าวในงานสัมมนา แนวทางแผนพลังงานชาติฉบับใหม่เสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP ว่า ในระหว่างที่กระทรวงพลังงาน ยังคงจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งจะมีระยะยาวถึง 25 ปี (2569-2593) ขยายจาก 20 ปีนั้น
ทางกลุ่ม RE100 ได้จัดทำข้อเสนอปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่ควรเริ่มตั้งแต่ปี 2569 จนถึงปี 2580 จาก 6 ประเภท รวม 107,200 เมกะวัตต์ ซึ่งมาจากพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar) 41,200 เมกะวัตต์, พลังงานลม (Wind) 59,000 เมกะวัตต์, ก๊าซชีวภาพ (Biogas) 1,700 เมกะวัตต์, ชีวมวล (Biomass) 1,400 เมกะวัตต์, พลังงานขยะ (Waste2Energy) 300 เมกะวัตต์, นิวเคลียร์ (Nuclear) 3,600 เมกะวัตต์ เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่จะให้ทำประเทศไทยไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
นายวัชรพงศ์ เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย) กล่าวว่า เป้าหมาย Net Zero นับว่าเป็นช่วงจังหวะที่ดีในการผลักดันพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานลม ซึ่งหากดูจากข้อมูลหรือการศึกษาของ China Renewable Energy Engineering Institute และในหลายประเทศจะเห็นได้ว่าทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยมีศักยภาพของลม ปริมาณลม และเทคโนโลยีดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับในอดีต ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีความเร็วลมระดับปานกลาง 5-6 m/s ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
แม้ว่าความเร็วลมที่มีศักยภาพสูงที่สุดที่เหมาะในการนำมาพัฒนาเป็นพลังงานลมควรอยู่ที่ 7 m/s ก็ตาม (ฟิลิปปินส์และเวียดนาม) และปัจจุบันมีเทคโนโลยีกังหันลมจากประเทศจีน ได้รับการพัฒนาจนสามารถผลิตไฟฟ้าจากแรงลมระดับต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อการลงทุนแล้ว การนำนวัตกรรมใหม่นี้มาใช้จะช่วยขยายขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากหลักหมื่นเมกะวัตต์พุ่งสูงขึ้นเป็นหลักแสนเมกะวัตต์ได้ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหลังปี 2573 เทคโนโลยีรุ่นใหม่นี้จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดของไทยอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับข้อดีของพลังงานลม คือ มีราคาไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาท/หน่วย ผันแปรกับปริมาณการรับซื้อ ยิ่งซื้อมากราคายิ่งต่ำลง ซึ่งปัจจุบันศักยภาพพลังงานลมระยะสั้น (2569-2573) ของประเทศไทยมีประมาณ 17,000 เมกะวัตต์ และเมื่อเทคโนโลยีกังหันลมรุ่นใหม่พัฒนาจนสมบูรณ์ประมาณ 5 ปีข้างหน้า หรือตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป ศักยภาพพลังงานลมจะเพิ่มถึง 300,000 เมกะวัตต์
ดังนั้นในแผน PDP ควรที่จะมีเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม นอกจากนี้ ควรปรับแก้ระเบียบบางข้อของคณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเพิ่มความชัดเจนและส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานลมในทางปฏิบัติ ต้องกำหนดเวลารับซื้อให้ชัดเจน วางโครงสร้างนโยบายสนับสนุนให้ชัดเจน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน โครงข่ายไฟฟ้าและสายส่ง พร้อมทั้งกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้า FiT ที่เหมาะสม
นายทวี จงควินิต รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันขยะมูลฝอยที่มีปริมาณมหาศาลกว่า 27 ล้านตันต่อปี เทียบได้กับตึกใบหยก 2 จำนวน 142 ตึก เป็นวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม เพราะปริมาณขยะที่เทียบเท่ากับตึกสูงจำนวนมากถูกกำจัดด้วยวิธีการฝังกลบ ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ อากาศ และเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่แพร่กระจายสู่ชุมชน
นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาไมโครพลาสติก และการปนเปื้อนในระบบนิเวศจากการจัดการขยะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ การเปลี่ยนขยะเหล่านี้ให้กลายเป็นแหล่งพลังงานจึงควรถูกนำเข้าไปอยู่ในแผน PDP เพราะไม่เพียงเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างความมั่นคงทางพลังงานไปพร้อมกัน ดังนั้นแผนการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากขยะในประเทศไทย เพื่อรองรับปริมาณขยะที่สูงถึง 27 ล้านตันต่อปีนั้น ปัจจุบันภาครัฐให้รับซื้ออยู่ที่ 900 เมกะวัตต์ ซึ่งยังไม่เพียงพอ รัฐจำเป็นต้องให้โควตาโรงไฟฟ้าจากขยะชุมชนเพิ่มอีก 300 เมกะวัตต์
นายชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (TPVA) กล่าวว่า พลังงานโซลาร์เป็นพลังงานแรกที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นปี 2550-2553 ซึ่งยอมรับว่าในช่วงเริ่มต้น ต้นทุนการผลิตสูงถึง 8 บาท/หน่วย ทำให้ภาครัฐต้องระงับโครงการชั่วคราวเพราะความต้องการขายไฟสูงเกินความคาดหมาย จากที่คาดว่า 500 เมกะวัตต์ แต่สูงไปจนถึง 1,000 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ลดลงเหลือเพียง 2.17 บาท/หน่วย ในปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนชนิดนี้จึงเปลี่ยนสถานะจากตัวเลือกที่มีราคาสูงที่สุดกลายเป็นตัวหลัก ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในแผน PDP การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจโซลาร์มีศักยภาพในการแข่งขันและเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับประเทศไทย
ทางสมาคมต้องการให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แก้ปัญหาอุปสรรคด้านกฎระเบียบและการขอใบอนุญาตในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนทุกประเภท โดยเฉพาะโครงการโซลาร์เซลล์ที่ต้องเผชิญกับขั้นตอนซับซ้อน มีความล่าช้าและการทำงานที่ซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ รัฐจึงควรปรับปรุงระบบการบริการให้เป็นแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (Single Point Service) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกในประเทศไทยให้เติบโตได้จริง
นายวรรณฑิต อัมพุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานโรงไฟฟ้าภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริษัท มิตรผล-ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า 3 พืชเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วบ ใบอ้อย ฟางและตอซังข้าว ตอซังและต้นข้าวโพด จะเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถพัฒนาไปเป็นพลังงานชีวมวลได้ เพราะพืชเหล่านี้เป็นแหล่งพลังงานที่มั่นคงสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ต่างจากพลังงานหมุนเวียนประเภทลมหรือแสงแดด การผลักดันนโยบายนี้ยังช่วยส่งเสริมระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยการเปลี่ยนขยะจากการเพาะปลูก เช่น ใบอ้อย ฟางข้าว และซังข้าวโพด ให้เป็นรายได้เสริมมูลค่ามหาศาลแก่เกษตรกร
สำหรับใบอ้อยที่อยู่ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 800 บาท/ตัน มีศักยภาพในการเก็บรวบรวมมาเป็นเชื้อเพลิง 9 ล้านตัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 800 เมกะวัตต์ ได้ปริมาณไฟฟ้า 6,700 กิกะวัตต์/ปี เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 7,200 ล้านบาท/ปี ส่วนฟางและตอซังข้าว โรงไฟฟ้ารับซื้ออยู่ที่ 1,000 บาท/ตัน มีศักยภาพในการเก็บรวบรวมมาเป็นเชื้อเพลิง 4.7 ล้านตัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 450 เมกะวัตต์ ได้ปริมาณไฟฟ้า 3,900 กิกะวัตต์/ปี เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 4,700 ล้านบาท/ปี
ส่วนตอซังและต้นข้าวโพด รับซื้ออยู่ที่ 1,000 บาท/ตัน มีศักยภาพในการเก็บรวบรวมมาเป็นเชื้อเพลิง 1.2 ล้านตัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 150 เมกะวัตต์ ได้ปริมาณไฟฟ้า 1,200 กิกะวัตต์/ปี เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 1,200 ล้านบาท/ปี
นี่เป็นเพียงเศษวัสดุจากพืชเพียง 3 ตัวอย่างเท่านั้น และยังเป็นพืชสำคัญที่เป็น Agriculture Waste ที่ยังไม่มีการนำมาใช้อย่างเต็มที่ ในอนาคตแน่นอนว่าหากในแผน PDP มีกำหนดการรับซื้อ จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาในที่โล่ง ด้วยการนำวัสดุเหล่านั้นมาเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ที่ควบคุมมลพิษผ่านกลไกของโรงไฟฟ้าชีวมวล
ในขณะที่ นายศุภฤกษ์ ยิ้มกอบกิจ นายกสมาคมก๊าซชีวภาพไทย กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ จากนํ้าเสียและพืชพลังงาน ควรถูกกำหนดเข้าไปสู่ในแผน PDP เพราะจากข้อมูลที่พบก๊าซชีวภาพจากนํ้าเสียนั้น มีตัวเลขสูงถึง 1,662.64 KTOE เมื่อนำมาเข้าสู่กระบวนการจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 772.58 เมกะวัตต์ หรือนำไปผลิตเป็นก๊าซชีวภาพอัดเหลว (LBM) ได้ปริมาณสูงถึง 4,318 ตันต่อวัน
ขณะที่พืชพลังงานทั้งมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน และหญ้าเนเปียร์ ที่นำมาใช้ผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างเอทานอล ไบโอดีเซล และก๊าซชีวภาพ (Biogas) ทั้งหมดนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 4,050 เมกะวัตต์ นี่คือความมหัศจรรย์ที่มีในพื้นที่ภาคการเกษตรของไทยอยู่แล้ว
การระดมความเห็นของแต่ละภาคส่วนนี้ เป็นความพยายามที่เหล่าภาคอุตสาหกรรมรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ แต่มันคือประโยชน์มวลรวมที่ประเทศควรได้ เพราะพลังงานทดแทนที่เคยเรียกกันมาในอดีต วันนี้คือพลังงานหมุนเวียนที่โลกต่างถามหา ในขณะที่ประเทศไทยกลับมีข้อจำกัด โดยเฉพาะการจัดสรรโควตาหรือสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าที่ควรจะเสร็จสิ้นและชัดเจนแล้วในแผน PDP แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ หากภาครัฐฟังเสียงภาคเอกชนให้มาก ความยากที่ว่ายากก็น่าจะง่ายขึ้นไม่น้อย
อ่านข่าวต้นฉบับ: พลังงานหมุนเวียน RE100 ดันแผน PDP บรรจุเพิ่มอีกแสนเมก
