กนอ.ทุ่ม 3,400 ล้านบาท เดินหน้ายุทธศาสตร์สังคมคาร์บอนต่ำ หลัง ครม.ไฟเขียวหลักการโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน ยก “มาบตาพุด-แหลมฉบัง” เป็นต้นแบบนิคมคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าขายคาร์บอนเครดิตสะสม 1 ล้านเมตริกตัน ดึงทั้งการลงทุนพร้อมลดความเสี่ยงด้านการค้าจากมาตรการ CBAM
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน และอนุมัติให้ กระทรวงการคลัง ค้ำประกันเงินกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) กนอ.จึงเร่งเดินหน้าโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน เพื่อขับเคลื่อนกลไกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศ รวมทั้งกลไกการมัดรวมคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณในรูปแบบเงินกู้จากธนาคารโลก (World Bank) วงเงินรวม 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย กนอ.ในฐานะหน่วยงานภาครัฐนำร่อง ได้รับการจัดสรรวงเงินในระยะแรก 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,400 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน (RE) และประสิทธิภาพพลังงาน (EE) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจากผลการศึกษาเบื้องต้นโดยธนาคารโลก ให้ดำเนินการนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกได้ในปริมาณมากเพียงพอต่อการซื้อขายในระดับสากล
“ธนาคารโลกจะให้เงินกู้ผ่าน EXIM Bank เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้แก่ภาคเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทจัดการด้านพลังงาน และผู้รับเหมาเพื่อเข้ามาลงทุนติดตั้งเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบบนดิน บนหลังคา และทุ่นลอยน้ำ รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานและสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging) สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะดำเนินการผ่านหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขาย (Coordinating and Managing Entity : CME) ซึ่งได้รับทราบในเบื้องต้น คาดว่าธนาคารกรุงไทยจะรับเป็นหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขาย (CME) ดังกล่าว”
สำหรับเป้าหมายในปี 2569 ของโครงการ ตั้งเป้าจำหน่ายคาร์บอนเครดิตสะสม 1 ล้านเมตริกตันคาร์บอนไดออกไซด์แรกเข้าสู่ตลาดสากล โดยคาร์บอนเครดิตที่ได้จะได้รับการรับรองจากหน่วยงานระดับโลกอย่าง Gold Standard จึงเป็นคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูงจากมาตรฐานทั่วไป และสามารถขายได้ในราคาสูง ทั้งนี้ หลังจากที่ ครม.อนุมัติในหลักการโครงการแล้ว ขั้นตอนต่อไป กนอ.จะดำเนินการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายและยกร่างเอกสารเชิญชวนยื่นข้อเสนอ (Request for Proposal : RFP) ในลำดับต่อไป
“ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ถึง 2.33 ล้านตันคาร์บอน ภายใน 10 ปี แต่ยังทำให้เกิดกลไกการมัดรวมคาร์บอนเครดิต และจัดตั้งตลาดคาร์บอนในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM)”
อ่านข่าวต้นฉบับ: กนอ.เดินหน้าปั้นนิคมคาร์บอนต่ำ ยกมาบตาพุด-แหลมฉบังต้นแบบ