คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
องค์กรความโปร่งใสนานาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่นได้เปิดเผยดัชนี “การรับรู้การคอร์รัปชั่นนานาชาติ” หรือ CPI ประจำปี 2025 ซึ่งซีเอ็นเอ็นรายงานว่า อันดับความโปร่งใสของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยทรงอำนาจที่สุดในโลกตกไปอยู่อันดับ 29 หรือลดลง 1 อันดับจากปีก่อนหน้า จากจำนวนประเทศที่ถูกจัดอันดับทั่วโลก 182 ประเทศ ถือว่าต่ำที่สุดนับจากปี 2012 ซึ่งเป็นปีที่องค์กรแห่งนี้ใช้วิธีการใหม่ในการวัดความโปร่งใส ส่งผลให้อันดับของสหรัฐอยู่ในระดับเดียวกับ “บาฮามาส” และต่ำกว่า “ลิทัวเนีย” ซึ่งอยู่อันดับ 28 บาร์เบโดสอันดับ 24 และอุรุกวัยอันดับ 17
นอกจากอันดับความโปร่งใสจะแย่ลงแล้ว คะแนนความโปร่งใสของสหรัฐก็ย่ำแย่ที่สุด ได้คะแนนเพียง 64 คะแนน จาก 100 คะแนนเต็ม ซึ่งตำแหน่งของสหรัฐนั้นอยู่ในทิศทางขาลงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และยิ่งเลวร้ายลงในปี 2025 เมื่อรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ลดทอนความสามารถของหน่วยงานรัฐบาลกลางในการต่อต้านคอร์รัปชั่น ด้วยการหยุดการสืบสวนสอบสวนบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ที่จ่ายสินบน
อีกทั้งยังลดการบังคับใช้กฎหมายลงทะเบียนตัวแทนต่างชาติ อันเป็นกฎหมายที่กำหนดให้บุคคลหรือองค์กรต่างชาติที่เคลื่อนไหวกิจกรรมการเมืองต้องจดทะเบียนให้ถูกต้อง เพื่อความโปร่งใสต่อสาธารณะ
เท่านั้นยังไม่พอ นับจากเข้าดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ประธานาธิบดีทรัมป์ยังขมีขมันในการทำให้สถาบันต่าง ๆ อ่อนแอลง และมีการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ของรัฐบาลเล่นงานบุคคลหรือหน่วยงานที่เขาเห็นว่าเป็นศัตรูทางการเมือง
มาเรีย มาร์ตินี ซีอีโอ องค์กรเพื่อความโปร่งใสระบุว่า สถานการณ์ของสหรัฐน่ากังวลอย่างยิ่ง เชื่อว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป เพราะสิ่งที่รายงานยังไม่ได้รวมพัฒนาการของสถานการณ์ทั้งหมดในสหรัฐ แต่พฤติกรรมที่พุ่งเป้าเล่นงานการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ และยังบ่อนเซาะความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก
นอกเหนือจากดัชนีความโปร่งใสที่ลดต่ำลงแล้ว การที่รัฐบาลสหรัฐหยุดการบังคับใช้กฎหมาย Foreign Corrupt Practices Act หรือกฎหมายต่อต้านการทุจริตในต่างประเทศ ที่ห้ามบริษัทหรือพลเมืองสหรัฐติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างชาติเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐ “ทน” ต่อการคอร์รัปชั่นของภาคธุรกิจ อีกทั้งการตัดงบประมาณช่วยเหลือภาคประชาสังคมในต่างประเทศ ส่งผลให้ความพยายามในการต่อต้านการคอร์รัปชั่นทั่วโลกอ่อนแรงลง
คะแนนความโปร่งใสเฉลี่ยทั่วโลกแย่ลงเช่นกัน เหลือเพียง 42 คะแนน ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปี โดยประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกส่วนใหญ่ไม่สามารถควบคุมปัญหาคอร์รัปชั่นได้ โดย 122 ประเทศ หรือมากกว่า 2 ใน 3 ของทั้งหมดล้วนได้คะแนนต่ำกว่า 50
ส่วนประเทศที่ได้คะแนนโปร่งใสอันดับ 1 ของโลกยังคงเป็น “เดนมาร์ก” ครองแชมป์ 8 ปีติดต่อกัน ด้วยคะแนน 89 คะแนน ตามมาด้วยฟินแลนด์ 88 คะแนน สิงคโปร์ 84 คะแนน ส่วนนิวซีแลนด์และนอร์เวย์ได้คะแนนเท่ากันคือ 81 อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีคะแนนโปร่งใสสูงอย่างสวิตเซอร์แลนด์ (80 คะแนน) และสิงคโปร์ ก็ยังมีข้อกล่าวหาว่าเป็นแหล่ง “ซุกซ่อน” ให้กับ “เงินสกปรก”
ขณะเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ในประเทศที่ได้อันดับความโปร่งใสในระดับต้น ๆ ของโลก ทั้งเดนมาร์ก นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก ล้วนได้คะแนนลดลง มีเพียงเยอรมนี (77 คะแนน) ที่ดัชนีคอร์รัปชั่นดีขึ้นนับตั้งแต่ปี 2024
ส่วนกลุ่มประเทศที่มีความโปร่งใสน้อยสุด หรือคอร์รัปชั่นมากที่สุด 5 อันดับ ประกอบด้วย ซูดานใต้และโซมาเลียได้คะแนนเท่ากันคือ 9 เวเนซุเอลา 10 คะแนน ลิเบียและเยเมนเท่ากันคือ 13 คะแนน
สำหรับกลุ่มประเทศที่จัดว่าอัตราการคอร์รัปชั่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญมี 31 ประเทศ เช่น เอสโตเนีย (76 คะแนน) เกาหลีใต้ (63 คะแนน) ภูฏาน (71 คะแนน) ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ทั้งได้คะแนนสูงและปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่ถึงแม้จะได้คะแนนต่ำ แต่ระดับคอร์รัปชั่นลดลง เช่น แอลเบเนีย (39 คะแนน) ยูเครน (36 คะแนน) อุซเบกิสถาน (31 คะแนน) ลาว (34 คะแนน)
กรณีของสหรัฐอเมริกาในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น สิ่งหนึ่งที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดคือเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่เป็นปัญหาทางจริยธรรม ตัวอย่างเช่น 1.บริษัทของครอบครัวทรัมป์มีดีลธุรกิจหลายอย่างกับประเทศในตะวันออกกลาง 2.ทรัมป์ออกเหรียญคริปโตในชื่อของตัวเองและภรรยา ซึ่งว่ากันว่าเพียง 2 สัปดาห์แรกทำเงินไปถึง 100 ล้านดอลลาร์
3.บริษัทของทรัมป์ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศ ทั้งตะวันออกกลาง อินเดีย เวียดนาม ซึ่งเกรงว่าผลประโยชน์ทางการเงินส่วนตัวเช่นนี้อาจมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐ 4.การทำสินค้าออกมาขายในชื่อทรัมป์หลายสิบอย่าง เช่น นาฬิกา กีตาร์ โทรศัพท์ ซึ่งถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับการใช้ตำแหน่งทางการเมืองผลิตสินค้า
ในด้านการปิดปากสื่อและเล่นงานศัตรูทางการเมือง ทรัมป์ใช้วิธีฟ้องร้องทางแพ่งต่อสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์เขา เช่น ฟ้องเอบีซีนิวส์ 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเอบีซียอมจ่ายเพื่อยุติคดี ฟ้องวอลล์สตรีตเจอร์นัล เรียก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ฟ้องบีบีซี เรียก 1 พันล้านดอลลาร์ ฟ้องซีเอ็นเอ็น เรียก 475 ล้านดอลลาร์
ส่วนการเล่นงานศัตรูทางการเมือง ทรัมป์ใช้ “คำสั่งฝ่ายบริหาร” หรือคำสั่งประธานาธิบดีเล่นงานและกลั่นแกล้งสำนักงานกฎหมายหรือทนายความที่เขาเห็นว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม หรือว่าความให้กับคนที่เขาเห็นว่าเป็นศัตรู โดยออกคำสั่งห้ามทนายความเหล่านี้เข้าไปในอาคารที่ทำการของหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งถูกตีความว่าหมายถึงการห้ามไม่ให้เข้าไปในอาคารของศาลด้วยหรือไม่ ถ้าใช่ ทนายจะว่าความให้ลูกความได้อย่างไร
นอกจากนั้น ยังข่มขู่ว่าหากไม่ทำตามความต้องการของรัฐบาล ก็อาจจะไม่ได้รับสัญญางานจากหน่วยงานรัฐบาล อีกทั้งยังห้ามไม่ให้บริษัทหรือบุคคลใดก็ตามที่ใช้บริการของสำนักงานกฎหมายเหล่านี้ได้รับงานจากรัฐบาล ซึ่งหนึ่งในสำนักงานกฎหมายที่ถูกทรัมป์เล่นงานก็คือบริษัทชื่อดังที่ว่าความให้กับฮิลลารี คลินตัน จากเดโมแครต
มีบริษัททนายความเล็ก ๆ หลายแห่งที่ยอมจ่ายเงินให้ทรัมป์แลกกับการไม่ถูกเล่นงาน แต่บริษัทขนาดใหญ่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลว่าคำสั่งของทรัมป์ขัดรัฐธรรมนูญ
อ่านข่าวต้นฉบับ: อันดับ ‘โปร่งใส’ สหรัฐดิ่งเหว พิษ ‘ทรัมป์’ ซ้ำเติม-แนวโน้มทรุดต่อ