รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศจัดตั้งสภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ หรือ National Artificial Intelligence Council มี ลอว์เรน หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เป็นประธานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AI ภายใต้กรอบงบประมาณปี 2026 เป้าหมายคือ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากแรงขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูง
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการแถลงงบประมาณ Budget 2026 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 โดยนายกรัฐมนตรีใช้เวลากว่า 10 นาที จากสุนทรพจน์ความยาว 90 นาที กล่าวถึงบทบาทของ AI ต่ออนาคตเศรษฐกิจประเทศ ระบุว่า ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในยุคใหม่คือความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์
สภา AI แห่งชาติชุดใหม่นี้เป็นกลไกระดับรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทำหน้าที่กำหนดและผลักดันภารกิจ AI ระดับชาติใน 4 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง ระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ การเงิน และสาธารณสุข เป้าหมายคือการปลดล็อกศักยภาพเชิงโครงสร้างของประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างประชากรสูงวัย และตลาดแรงงานที่ตึงตัว
ในภาคการผลิตขั้นสูง สิงคโปร์ตั้งเป้าสร้างโรงงานอัจฉริยะระดับโลกที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้ ขณะที่ภาคคมนาคมและการเชื่อมต่อจะนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของท่าเรือและสนามบิน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์โลก ส่วนภาคการเงินและสาธารณสุขจะมุ่งพัฒนาโซลูชั่นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถทำได้ผ่านโครงการนำร่องรายจุดหรือการทดลองแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่ต้องจัดการในระดับชาติอย่างรวดเร็วและขนาดที่เหมาะสม พร้อมทั้งทบทวนกฎระเบียบ sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจทดลองนวัตกรรม AI อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
รัฐบาลจะบูรณาการงานวิจัยและพัฒนา การกำกับดูแล และการส่งเสริมการลงทุนให้สอดประสานกันมากขึ้น เพื่อให้หน่วยงานรัฐเคลื่อนทิศทางเดียวกัน รายละเอียดเชิงลึกของภารกิจในภาคการผลิตจะเปิดเผยเพิ่มเติมระหว่างการอภิปรายงบประมาณของกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ส่วนภาคอื่นจะประกาศในลำดับถัดไป
โครงสร้างสภา AI แห่งชาติประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากกระทรวงหลัก อาทิ กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัล กระทรวงแรงงาน ตลอดจนผู้แทนจากภาคการเงินและคมนาคม เพื่อให้การกำหนดนโยบายครอบคลุมทั้งมิติเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม
การใช้ AI เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีเสริมประสิทธิภาพเฉพาะจุด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความหวาดกลัวต่อการแทนที่แรงงาน การแพร่กระจายข้อมูลเท็จ หรือความกังวลด้านจริยธรรม ไม่ควรเป็นเหตุให้ประเทศชะลอการพัฒนา เพราะหากไม่เดินหน้าอย่างมีทิศทาง สิงคโปร์อาจเสียเปรียบในเวทีโลกที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลย้ำว่า การลงทุนใน AI ต้องทำอย่างมีวินัยและสอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศ สิงคโปร์ไม่ได้ตั้งเป้าแข่งขันสร้างโมเดล AI ระดับแนวหน้าเทียบมหาอำนาจ แต่จะเน้นการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบ และดำเนินการได้รวดเร็ว โดยวางตำแหน่งประเทศให้เป็นศูนย์กลางที่ได้รับความไว้วางใจ สำหรับบริษัทและนักวิจัยที่ต้องการพัฒนา ทดสอบ และนำโซลูชั่น AI ไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์
พื้นฐานดังกล่าวเริ่มเห็นผลแล้ว ปัจจุบันมีบริษัทมากกว่า 60 แห่ง รวมถึงยักษ์เทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google และ Microsoft จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI ในสิงคโปร์ โดยร่วมมือกับภาครัฐเพื่อผลักดันการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ ศูนย์เหล่านี้สร้างงานคุณภาพสูงในสายวิจัย วิศวกรรม และการปรับใช้ระบบ AI ให้กับแรงงานท้องถิ่น
บทบาทของสภา AI แห่งชาติจะครอบคลุมการกำกับทิศทางและติดตามการดำเนินภารกิจ การปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและทรัพยากร ตลอดจนการเร่งพัฒนา ทดสอบ และขยายผลโซลูชั่น AI ให้เกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังมีแผนดึงผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมให้คำปรึกษา เพื่อให้การกำหนดนโยบายสอดคล้องกับพลวัตเทคโนโลยีและตลาดโลก
ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมาภิบาลเทคโนโลยีให้ความเห็นว่า การกำกับดูแล AI อย่างชัดเจนเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากสิงคโปร์ต้องการวางตัวเป็นศูนย์กลาง AI ที่ได้รับความเชื่อมั่นระดับสากล หลักความรับผิดชอบที่ชัดเจน แนวทางบริหารความเสี่ยงตามระดับผลกระทบ และการวางกรอบกำกับตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้การขยายการใช้งาน AI ในวงกว้างเป็นไปอย่างยั่งยืน
อ่านข่าวต้นฉบับ: นายกสิงคโปร์ ตั้งสภา AI ยอมรับ กลัวแรงงานถูกแทนที่