ไม่มีหน้าประวัติศาสตร์ใดน่าทึ่งไปกว่าการเปลี่ยนผ่านของจีน จากประเทศที่เคยถูกขนานนามว่าเป็นโรงงานราคาถูก สู่ ศูนย์กลางนวัตกรรมหุ่นยนต์ระดับโลกที่ไร้คู่แข่ง ภายในเวลาเพียง 4 ทศวรรษ ข้อมูลล่าสุดที่ประชาชาติธุรกิจรวบรวมมาจากต้นปี 2026 ชี้ชัดว่า ‘จีน’ ไม่ได้เพียงผู้เล่นที่เดินตามหลังชาติตะวันตกอีกต่อไป แต่คือผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ในแบบที่โลกต้องยอมจำนน
ย้อนกลับไปในช่วงปี 1980 ถึงต้นปี 2000 จีนประสบปัญหาอย่างหนักในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง แม้รัฐบาลจะเริ่มบรรจุหุ่นยนต์ลงใน ‘แผนงาน 863’ เพื่อสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยี แต่ในทางปฏิบัติ จีนกลับเผชิญกับทางตัน เพราะส่วนประกอบหลัก 3 อย่าง ได้แก่ ตัวลดความเร็วรอบ เซอร์โวมอเตอร์ และชุดควบคุม ในเวลานั้น จีนต้องพึ่งพาการนำเข้าจากญี่ปุ่นและเยอรมนีเกือบ 100%
หุ่นยนต์แบรนด์จีนในยุคนั้นถูกตราหน้าว่าเป็นสินค้าไร้คุณภาพ บ่อยครั้งที่หุ่นยนต์ตัวแรกๆ เกิดอาการเข่าอ่อน หรือทำงานผิดพลาดกลางคันจนโรงงานในประเทศเองยังปฏิเสธที่จะใช้งาน ความล้มเหลวเชิงเทคนิคประกอบกับต้นทุนแรงงานมนุษย์ที่ยังต่ำ ทำให้การลงทุนในหุ่นยนต์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ห่างไกลจากความจริงของภาคธุรกิจ จีนในเวลานั้นจึงเป็นได้เพียงผู้ซื้อรายย่อยที่ต้องยอมก้มหัวให้เจ้าของเทคโนโลยีจากซีกโลกตะวันตก
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลปักกิ่งเล็งเห็นวิกฤตโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้น นโยบาย Made in China จึงถูกประกาศออกมาเพื่อยกระดับการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติอย่างบ้าคลั่ง จีนเลือกใช้กลยุทธ์ทางลัดผ่านการควบรวมกิจการระดับโลก ดีลที่สะเทือนวงการที่สุดเกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อบริษัท Midea Group ยักษ์ใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าของจีน เข้าซื้อกิจการ KUKA หนึ่งในสี่ผู้ผลิตหุ่นยนต์ระดับโลกจากเยอรมนี
แม้จะถูกต่อต้านจากรัฐบาลยุโรป แต่การเข้าถึงองค์ความรู้ระดับสูงนี้ เปรียบเสมือนการเติมเชื้อไฟให้วิศวกรจีนเรียนรู้วิธีสร้างล้อแทนที่จะต้องประดิษฐ์ล้อใหม่ด้วยตัวเอง จีนเริ่มสร้างระบบนิเวศของตัวเองในเมืองเซินเจิ้นและเซี่ยงไฮ้ จนเกิดเป็นห่วงโซ่อุปทาน ที่สามารถผลิตชิ้นส่วนที่เคยนำเข้าได้เองภายในประเทศเกือบทั้งหมด
รายงานจาก International Federation of Robotics หรือ IFR ประจำปี 2025 ระบุว่าจีนกลายเป็นตลาดหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสมบูรณ์
ในปี 2024 เพียงปีเดียว จีนมีการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมใหม่ถึง 295,000 ตัว คิดเป็นกว่า 54% ของปริมาณการติดตั้งทั่วโลก และภายในสิ้นปี 2024 จีนมีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่ใช้งานอยู่ทะลุ 2 ล้านตัว เป็นประเทศแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ความสำเร็จต่อจากนี้ไม่ได้ด้วยนโยบายการนำเข้า เพราะข้อมูลระบุว่า หุ่นยนต์ที่ผลิตและใช้งานภายในประเทศจีนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเกิน 57% แซงหน้าแบรนด์ต่างชาติได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะในกลุ่มงานที่ต้องใช้พละกำลังสูงและความแม่นยำ หุ่นยนต์จีนครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 90% พิสูจน์ให้เห็นว่า เศษเหล็กเข่าอ่อนใจอดีตได้ถูกแก้ไขด้วยการวิจัยที่มุ่งเน้นการใช้งานจริงและต้นทุนที่แข่งขันได้
ก้าวเข้าสู่ปี 2026 สมรภูมิหุ่นยนต์ ย้ายจากแขนกลในโรงงานมาสู่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์ทรงมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วย Embodied AI จีนกลายเป็นดาวเด่นที่โลกต้องจับตามองในงานระดับโลกอย่าง CES 2026
ข้อมูลจาก Counterpoint Research และ Omdia ยืนยันว่าในปี 2025 จีนครองส่วนแบ่งการตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกสูงถึง 80%
บริษัท AgiBot จากเซี่ยงไฮ้ก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกในด้านยอดจัดส่งหุ่นยนต์ มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 39% แซงหน้าคู่แข่งระดับโลกอย่าง Tesla Optimus ขณะที่ Unitree Robotics ตามมาเป็นอันดับสองด้วยนวัตกรรมหุ่นยนต์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่วและมีราคาที่ถูกกว่าชาติตะวันตกถึง 10 เท่า
สิ่งที่ทำให้จีนแข็งแกร่งที่สุดคือห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ใน Robot Valley หรือเซินเจิ้น ที่มีบริษัทกว่า 300 แห่งรองรับการผลิตชิ้นส่วนทุกชิ้นตั้งแต่เซนเซอร์ไปจนถึงมอเตอร์กำลังสูง
ทิศทางในปี 2026 จีนไม่ได้มองหุ่นยนต์เป็นเพียงเครื่องจักรในโรงงาน แต่คือแรงงานยุคใหม่ที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน แผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงอุตสาหกรรมจีนตั้งเป้าว่าภายในปี 2027 หุ่นยนต์จะต้องผสานรวมเข้ากับระบบเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่งานกู้ภัยใต้น้ำลึก 1,200 เมตร ในทะเลจีนใต้ ไปจนถึงหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุที่สามารถโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติได้อย่างลื่นไหลผ่านเทคโนโลยี Agentic AI
ความอดทนต่อความพ่ายแพ้ในช่วง 20 ปีแรก จีนยอมเป็นผู้ตามเพื่อเรียนรู้ ยอมขาดทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศ และใช้ขนาดตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นห้องแล็บทดลองขนาดมหึมา เคยล้มเพราะเทคโนโลยีไม่ถึงขั้นจนกระทั่งแกร่งขึ้น เพราะสามารถควบคุมได้ทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์
ที่มา:
อ่านข่าวต้นฉบับ: มหากาพย์ 40 ปี มังกรเหล็ก กองทัพหุ่นยนต์จีนผงาด ครองตลาดโลก 2026