ครม.รูดม่านปิดฉากคดี “คิงส์เกตฟ้องรัฐบาล” ย้อนเหตุคำสั่ง ม.44 คสช. สั่งปิดเหมืองทองอัครา ปี’59 อัครายื่นฟ้องอนุญาโตฯ เรียกค่าเสียหาย 4.1 หมื่นล้าน ก่อนจะยอมยุติแบบไร้เงื่อนไข รัฐบาลไทยไม่ต้องจ่าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) โดยทั้งสองฝ่าย คือ บริษัท คิงส์เกตฯ และประเทศไทย ได้ตกลงยุติข้อพิพาทลงโดยสมัครใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางคิงส์เกตฯ ถอนคำร้องจากอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแบบไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น
ย้อนต้นเรื่องกรณีคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559 นับตั้งแต่เหมืองทองคำอัคราถูกคำสั่งจาก มาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 72/2559 ระงับการอนุญาตให้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก จากนั้นในปี 2560 คิงส์เกตฯได้ยื่นคำร้องต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ฟ้องรัฐบาลไทย เหตุละเมิดข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งในกระบวนของศาลได้เปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายใช้วิธีการเจรจา โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรมและทีมกฎหมายทำหน้าที่หลักในการเจรจา
ในช่วงของการเจรจา คิงส์เกตฯได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยหลายข้อ โดยเฉพาะการขอนำแร่ที่ขุดขึ้นมาได้ก่อนหน้านี้และค้างอยู่ในโรงโลหะกรรมออกมาถลุงและรีไฟน์ให้เสร็จจนหมด พร้อมทั้งต้องให้สิทธิในการสำรวจแร่ (อาชญาบัตรสำรวจ) ที่ยังคงมีอายุเหลืออยู่ทำการสำรวจให้เสร็จ พร้อมทั้งต้องอนุญาตการทำเหมืองแร่ (ประทานบัตร) ให้จนกว่าจะหมดอายุ
รวมถึงให้รัฐบาลไทยจ่ายเงินชดเชยที่เมื่อประเมินตัวเลขความเสียหายของเหมืองอัครา โดยวัดจากปริมาณสำรองแร่ทอง ในขณะนั้นซึ่งมีแร่ทอง 8.9 แสนออนซ์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 37,020 ล้านบาท และแร่เงิน 8.3 ล้านออนซ์ มูลค่าประมาณ 3,984 ล้านบาท และยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติม ที่บริษัทอัคราฯ ขอให้รัฐหางานในพื้นที่หรือจังหวัดใกล้เคียงรองรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการปิดเหมืองแบบไร้กำหนด ซึ่งสามารถผลิตได้ต่อเนื่องเป็นเวลา 8-10 ปีข้างหน้า รวมมูลค่า 41,004 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นเพียงเงื่อนไขข้อแลกเปลี่ยนเพียงไม่กี่ข้อที่คิงส์เกตฯใช้เจรจาเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การดำเนินการครั้งนี้ คิงส์เกตฯได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นการปิดฉากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี นับตั้งแต่มีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการในปี 2560 โดยที่ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใด ๆ ตามข้อเรียกร้องของคิงส์เกตฯ
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานระงับข้อพิพาทฯ กล่าวว่า คณะทำงานได้กำหนดแนวทางในการต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของไทย ใช้ยุทธวิธีคู่ขนาน คือ การเตรียมพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่ไปกับการเจรจาโดยยึดหลักกฎหมาย แต่ต้องไม่มีเงื่อนไขที่สร้างภาระให้กับประเทศไทย ส่งผลให้สามารถบรรลุการยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด
นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า การรายงานผลในที่ประชุม ครม. เป็นเครื่องยืนยันว่า ข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ สอดคล้องกับแนวทางที่ภาครัฐได้กำกับดูแลและแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และประโยชน์สาธารณะ เป็นสำคัญมาโดยตลอด
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันอัคราฯมีกำลังการผลิตทองคำราว 4 ตันกว่าต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการใช้ทองคำในประเทศที่สูงถึง 400-500 ตันต่อปี แม้สัดส่วนผลิตจะไม่มาก แต่ทองคำที่ผลิตในประเทศมีประโยชน์สำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม
โดยเฉพาะทองคำในอุตสาหกรรมเครื่องประดับไทย สำหรับแผนขยายการทำเหมืองโดยบริษัทขออนุญาตขยายความลึกของบ่อเหมือง ภายในพื้นที่ประทานบัตรเดิมไม่มีการขอพื้นที่ใหม่ จากการขยายการผลิต คาดว่าบริษัทต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษต่อรัฐเพิ่มราว 30 ล้านบาท จากค่าภาคหลวงกว่า 1,000 ล้านบาท หลังเปิดเหมืองมาเกือบ 3 ปี
อ่านข่าวต้นฉบับ: ย้อนคดี ‘เหมืองทองอัครา’ 8 ปีคิงส์เกตถอนฟ้องไทย