เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ ใกล้กว่าที่คิด อีกทั้งประเทศไทยได้ก้าวเข้าไปมีบทบาท และมีศักยภาพในเชิงเทคโนโลยีมาแล้วหลายสิบปี ขณะที่ในเวทีโลก จากรายงานของบริษัทวิจัย Mckensy ประเมินว่า เศรษฐกิจอวกาศจะเติบโตปีละ 6-8% จาก 6.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2025 ไปเป็น 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2035 โดยประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และจีน รวมถึงบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น Amazon, SpaceX ต่างพุ่งเป้าแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ จากวงโคจรโลก
ท่ามกลางโอกาสในอนาคต “ประเทศไทย” อยู่ตรงไหน
ประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจอวกาศมาเกินสองทศวรรษแล้ว โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีดาวเทียม มี บมจ.ไทยคม เป็นหัวหอกสำคัญ ทั้งการใช้ดาวเทียมค้างฟ้า และการให้บริการ Space Tech Geoint สำหรับเก็บข้อมูลวิเคราะห์พื้นที่เกษตร โดยมี บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) รัฐวิสาหกิจด้านการสื่อสารของไทย กระโดดสู่ธุรกิจอวกาศยุคใหม่ ด้วยการตั้งสถานีเกตเวย์สำหรับดาวเทียมวงโคจรต่ำ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นต้น
ขณะที่ในฝั่งนวัตกรรม หน่วยงานภายใต้กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เช่น GISTDA สามารถออกแบบ และพัฒนาดาวเทียมสำรวจขนาดเล็กได้สำเร็จ แม้การนำส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรในภารกิจ THEOS 2A ล่าสุดจะไปไม่ถึงฝัน
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แต่องค์ความรู้ และ “พิมพ์เขียว” สูตรสำเร็จ สำหรับดาวเทียมสำรวจภูมิศาสตร์อยู่ในมือคนไทยแล้ว
ขณะเดียวกัน สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ก็กำลังดำเนินโครงการส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่พัฒนาโดยคนไทยขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ร่วมกับภารกิจฉางเอ๋อ 7 (Chang’e 7) ของจีน ในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้
สำหรับ “CE-7 MATCH” (Chang’e 7 Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope) มีเป้าหมายเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อม และรังสีบนดวงจันทร์ มีกำหนดการที่เกี่ยวข้องกับภารกิจฉางเอ๋อ 7 และโครงการต่อเนื่อง (ฉางเอ๋อ 8 ในปี 2572)
ทั้งยังพัฒนาห้องประกอบดาวเทียมและพัฒนาเทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูงที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศในไทย
และด้วยความที่ภูมิศาสตร์ของประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร GISTDA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม และแผนจัดตั้งท่าอวกาศยาน (Spaceport) ในทำเลที่มีศักยภาพ เป็นพื้นที่ขนาบข้างด้วยทะเล เช่น ภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงในชายฝั่งทะเลตะวันออก อย่างเกาะจวง เกาะจาน จ.ชลบุรี เป็นต้น
เนื่องจากปัจจุบันการส่งจรวดเพื่อขนดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรมีจำนวนเพิ่มขึ้น เพราะเทคโนโลยีจรวดใช้ซ้ำทำให้ค่าใช้จ่ายถูกลง ส่งผลให้บริการฐานปล่อยจรวดได้รับความสนใจจากหลายประเทศ
“พชร อนันตศิลป์” ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กิจการอวกาศของ บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ NT จะเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น และถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้แข่งขันได้โดยเร็ว เพราะมีความได้เปรียบจากการมีภารกิจอยู่ในมือจึงต้องคุมเกมให้มีความต่อเนื่อง
ทั้งกรณีดาวเทียมเดิมใกล้ครบอายุทางวิศวกรรมการใช้งาน และช่วงเตรียมดาวเทียมดวงใหม่ที่จะยิงขึ้น เพื่อไม่ให้รายได้ในอนาคตสะดุดหรือหลุดจังหวะในระยะเปลี่ยนผ่าน
อย่างไรก็ตาม นโยบายอวกาศของประเทศไทยยังเป็นในลักษณะมี “หลายเจ้าภาพ” รับผิดชอบ จึงต้องรอความแน่นอนจากรัฐบาลด้วย โดยมีโจทย์สำคัญ คือ การทำให้ “หลายเจ้าภาพ” เดินไปในทิศทางเดียวกัน
แบ่งขอบเขตได้ 3 ส่วน
1.งานนโยบายระดับชาติอยู่ในกรอบคณะกรรมการภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่งานเลขานุการ/ขับเคลื่อนเชิงนโยบายอยู่ในสายดิจิทัล เช่น หน่วยงานด้านกิจการอวกาศของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)
2.ส่วนงานกำกับใบอนุญาต และโครงข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียม รวมถึงสถานีภาคพื้นดินอยู่ในอำนาจสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
และ 3.ด้านเทคโนโลยีอวกาศ-ภูมิสารสนเทศ อยู่กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งมีการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นโจทย์คือทำให้เดินไปด้วยกันเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมหรือกิจการอวกาศขึ้น ซึ่งในมุมมองของ “พชร” ในฐานะผู้กำกับดูแล NT มองว่าสุดท้าย NT เป็นผู้ปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ที่ต้องทำให้แผนลงสนามกลายเป็นรายได้จริง
“ภารกิจอวกาศอยู่ระหว่างรีวิวแผนพัฒนาใหม่ และด้วยโครงสร้างกำกับดูแล ทำให้ความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนสะดุดได้ง่าย เพราะต้องประสานและตัดสินใจหลายชั้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดระเบียบให้ชัดขึ้น เพื่อให้แผนเดินหน้าได้จริงไม่ค้างอยู่ในขั้นตอน”
เมื่อหันมามองในฝั่งตลาดทุน และนวัตกรรมอวกาศของโลกจะพบว่าปี 2569 นี้ น่าจะเป็นอีกปีที่น่าตื่นเต้น ทั้งในฝั่งเทคโนโลยีจรวด, ดาวเทียม, โซลูชั่นต่าง ๆ ไปจนถึงการที่จะนำ Data Center ขึ้นไปอยู่บนวงโคจร
ล่าสุด SpaceX ของ “อีลอน มัสก์” ยื่นขอสิทธิการปล่อยดาวเทียม 1 ล้านดวง เพื่อนำดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับปัญญาประดิษฐ์ขึ้นสู่อวกาศ และเตรียมแผนส่งหุ่นยนต์อัตโนมัติบนดวงจันทร์ ก่อนจะไปที่ดาวอังคาร
นักวิเคราะห์มองว่า SpaceX ต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อปล่อยจรวดขนส่งขนาดใหญ่ Starship จึงต้องนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯเพื่อเตรียม IPO ภายในปีนี้ ทั้งมีการคาดการณ์ว่าอาจเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในทันที
ด้าน Amazon มีบริษัทลูกคือ Blue Origin เริ่มนำเอไอเข้ามาออกแบบและจัดการการส่งจรวด นำไปสู่การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เร็วยิ่งขึ้น ตั้งเป้าว่าในอนาคตจะเพิ่มความถี่ในการปล่อยจรวด
และด้วยพลัง AI จะต้องทำให้คนเพียง 1 คนสามารถควบคุมการปล่อยจรวดได้ถึง 100 ลำ แทนที่จะใช้คน 100 คนต่อจรวด 1 ลำ ดังเช่นในปัจจุบัน และสุดท้ายคือจุดที่สามารถใช้ AI ออกแบบจรวดได้ทั้งลำ ทั้งยังพัฒนาโครงการ T-REX เพื่อสกัดฝุ่นดวงจันทร์มาเป็นพลังงานสำหรับพาหนะสำรวจรวมถุงแบตเตอรี่สำหรับถิ่นฐานดวงจันทร์ในอนาคตอีกด้วย
เช่นเดียวกับฝั่งจีน ที่องค์การอวกาศแห่งชาติ (CNSA) เตรียมส่งนักบินอวกาศเหยียบดวงจันทร์ภายในปี 2030 โดยใช้จรวด Long March 10 และยานอวกาศ Mengzhou ร่วมกับการสำรวจแบบไร้คนขับผ่านโครงการฉางเอ๋อ (Chang’e) เพื่อสร้างฐานวิจัยนานาชาติที่ขั้วใต้ดวงจันทร์ภายในช่วงปี 2035-2046
คำถามคือ ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนในการแข่งขันสู่อวกาศครั้งใหญ่นี้
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘สเปซ อีโคโนมี’ โอกาสใหม่ ? ไทยอยู่ตรงไหนในวงโคจร