คอลัมน์ : สถานีลงทุน ผู้เขียน : สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ได้เปลี่ยนจากความตื่นเต้นในเทคโนโลยี AI มาเป็นความกังวลว่า AI จะไม่ได้มาเพื่อเป็นแค่ “ผู้ช่วย” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาจนถึงจุดที่จะมาเป็น “ผู้แทนที่” ในงานต่าง ๆ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทซึ่งทำธุรกิจที่คาดว่า AI จะมาแทนที่ได้นั้นถูกเทขายอย่างหนัก โดยความกลัวในตลาดเกิดขึ้นหลังจากที่มีการเปิดตัวเครื่องมือ AI รุ่นใหม่ ๆ ที่มีความสามารถในการทำงานซับซ้อนได้โดยอัตโนมัติ ทำให้อุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพามนุษย์เริ่มสั่นคลอน
โดยมีสามอุตสาหกรรมหลักที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วย AI ได้แก่ กลุ่มซอฟต์แวร์และบริการทางกฎหมาย, กลุ่มบริการทางการเงิน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
1.กลุ่มซอฟต์แวร์ (SaaS) และบริการทางกฎหมาย : เมื่อ “ผู้ช่วย” กลายเป็น “คู่แข่ง” จุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัท Anthropic ได้เปิดตัว “Claude Cowork” ซึ่งเป็น AI ที่มีความสามารถในการทำระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนในภาคกฎหมายและการเงิน สิ่งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาด เพราะมันหมายความว่างานประจำต่าง ๆ ที่เคยต้องใช้นักกฎหมายหรือนักบัญชีจำนวนมาก อาจถูกแทนที่ด้วย AI เพียงตัวเดียว
ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีคือการดิ่งลงของหุ้นบริษัทอย่าง LegalZoom (ผู้ให้บริการด้านกฎหมายออนไลน์) และ Intuit (เจ้าของโปรแกรมบัญชีและภาษีชื่อดังอย่าง QuickBooks และ TurboTax) เพราะนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า หาก AI สามารถร่างสัญญา ตรวจสอบเอกสารทางกฎหมาย หรือปิดงบการเงินได้เอง มูลค่าของบริการแบบเดิมที่พึ่งพาคนเป็นหลักจะเหลืออยู่เท่าใด นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ซอฟต์แวร์ช่วยให้คนทำงานง่ายขึ้น มาสู่ยุคที่ซอฟต์แวร์อาจทำงานนั้นแทนคนไปเลย
2.กลุ่มบริการทางการเงิน (Wealth Management) ไม่เพียงแต่ภาคกฎหมายเท่านั้นที่ถูกท้าทาย แต่ในแวดวงการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ก็กำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่คล้ายคลึงกัน การเปิดตัวเครื่องมือใหม่อย่าง “Hazel” ของบริษัท Altruist ซึ่งเป็นระบบวางแผนภาษีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังบรรดาที่ปรึกษาทางการเงินแบบดั้งเดิม
ความสามารถของ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลภาษีที่ซับซ้อนและเสนอแผนการลงทุนที่เหมาะสมที่สุดได้ในเวลาอันสั้น ทำให้เกิดคำถามถึงความจำเป็นของ “ที่ปรึกษาที่เป็นมนุษย์” ในอนาคต ส่งผลให้หุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง LPL Financial, Charles Schwab, Ameriprise และ Raymond James ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตลาดกำลังกังวลว่าบริการที่เคยสร้างรายได้มหาศาลจากค่าธรรมเนียมที่ปรึกษา กำลังจะถูกแทนที่ด้วยอัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและต้นทุนต่ำกว่า
3.กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) ประเด็นต่อมาที่ตลาดกังวล คือ ผลกระทบลูกโซ่ที่ส่งต่อไปยังภาคอสังหาริมทรัพย์ หุ้นของบริษัทบริการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง CBRE Group, Jones Lang LaSalle (JLL) และ Cushman & Wakefield ต่างร่วงลงอย่างหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ
เหตุผลเบื้องหลังการเทขายนี้มาจากความกลัวที่ว่า หาก AI เข้ามาแทนที่งานในกลุ่ม White-collar (เช่น นักกฎหมาย, นักบัญชี, ที่ปรึกษาทางการเงิน, พนักงานออฟฟิศต่าง ๆ) ได้จริงตามที่กังวล นั่นหมายความว่าบริษัทต่าง ๆ จะมีความจำเป็นในการจ้างพนักงานจำนวนมากลดลง และเมื่อจำนวน “คนทำงาน” ลดลง ความต้องการ “พื้นที่สำนักงาน” ก็จะลดฮวบตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความปั่นป่วนในตลาดหุ้นจากความกลัวว่าเทคโนโลยีจะเข้าไป Disrupt ธุรกิจบริการที่ใช้ความรู้
แต่ยังมีหุ้นกลุ่มที่ถือว่าเป็นภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ดำเนินอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทางกายภาพ และความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่ง AI ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ง่าย ๆ สองกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในฐานะ “หลุมหลบภัย” ก็คือ
1.กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Consumer Staples) ไม่ว่า AI จะฉลาดล้ำเพียงใด หรือรูปแบบการทำงานในออฟฟิศจะเปลี่ยนไปแค่ไหน มนุษย์ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตทางชีวภาพที่ต้องการปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต เรายังต้องกินอาหาร ดื่มน้ำ ใช้ของใช้ส่วนตัว และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน กลุ่ม Consumer Staples (เช่น บริษัทผลิตอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ในครัวเรือน ห้างค้าปลีกสินค้าจำเป็น) จึงเป็นกลุ่มที่มีเกราะป้องกันตามธรรมชาติจากกระแส AI Disruption ความต้องการในสินค้าเหล่านี้มีความคงที่ ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีมากนัก
แม้ว่าบริษัทเหล่านี้อาจนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือการขนส่ง แต่ตัว “ผลิตภัณฑ์” หลักของพวกเขายังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องใช้และไม่สามารถแปลงเป็นดิจิทัลได้ นี่คือความมั่นคงในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
2.กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) : กระดูกสันหลังของยุค AI กลุ่มที่สองที่น่าจะแข็งแกร่งและอาจได้รับประโยชน์ด้วยซ้ำ คือกลุ่มสาธารณูปโภค โดยเฉพาะธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งเหตุผลที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังก็คือ “AI นั้นกินไฟ” การประมวลผลของ AI โดยเฉพาะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ต้องใช้พลังงานคอมพิวเตอร์มหาศาล ซึ่งแปลว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ธุรกิจโรงไฟฟ้า ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ธุรกิจที่ปลอดภัยจากการถูกแทนที่ (เพราะ AI ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง) แต่พวกเขายังเป็น “ผู้สนับสนุนที่ขาดไม่ได้” ของการปฏิวัติ AI ครั้งนี้อีกด้วย
ยิ่งเทคโนโลยี AI เติบโต ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็จะยิ่งเติบโตตามไปด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับ: เมื่อความกลัว AI ลุกลามทั่วตลาดหุ้นสหรัฐ กลุ่มไหนจะยังรอดจากการถูกแทนที่ ?