สัมภาษณ์
คำถามที่ว่า เมื่อธุรกิจ “Data Center” มุ่งหน้ามาลงทุนที่ประเทศไทยด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก ใคร ๆ ก็อยากโดดเข้าไปเล่นในธุรกิจนี้ ขณะที่ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้จะมีไว้รองรับอยู่แล้วพอสมควร แต่ที่กังวลคือ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่สูงกว่าปกติถึง 10 เท่านั้น แล้วประเทศไทยจะจัดหาพลังงานเพิ่มขนาดนี้ได้อย่างไร เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาล
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ที่ประกาศบุกชิงเค้กส่วนธุรกิจใหม่ใน New S-Curve อย่าง Data Center ด้วยมีแผนที่จะผลิตไฟฟ้าเติมพอร์ตพลังงานสีเขียวทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ได้ถึง 2,000 เมกะวัตต์ ในปี 2570
ปี 2569 เราเตรียมเงินลงทุนไว้ 3 ปี (ปี 2569-2571) ที่ 39,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสีเขียว เราเห็นอะไรหลายอย่าง ทำให้เราตัดสินใจขยาย Ecosystem สู่การเป็นพาร์ตเนอร์ด้านพลังงานสีเขียว และ AI ที่จะมาเน้นสร้างขีดความสามารถในกลุ่ม 3 ธุรกิจหลัก คือ 1.ธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานสีเขียว หรือ Green Power เราตั้งเป้าประมูลโครงการพลังงานสะอาดเข้าพอร์ตโฟลิโอให้ได้ 2,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2570 ตรงนี้จะไปเชื่อมโยงที่ว่าเรากำลังขยายไปสู่ News S-curve อย่าง Data Center ด้วย
ปัจจุบันเรามีโครงการสัญญาซื้อขายไฟ (PPA) แล้วรวม 1,600 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าที่มีการจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 600 เมกะวัตต์ และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาก่อสร้างและทยอย COD ช่วง 5 ปีข้างหน้าอีกประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นในส่วนที่เหลืออีกจำนวน 400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเข้ามาเพิ่มจากการร่วมลงทุน (JV) กับพันธมิตรในต่างประเทศ ที่มอง ๆ อยู่ก็อย่าง ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย จะทำให้เรามีการลงทุนโรงไฟฟ้าสีเขียวไปต่างประเทศรวมประมาณอีก 150 เมกะวัตต์
ต่อมาด้วยธุรกิจที่ 2 คือ การรับเหมาไฟฟ้า เราตั้งเป้าบันทึกรายได้ 5,500 ล้านบาท ภายในปี 2569 โดยจะเตรียมประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ (EPC) ทั้งจากภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ ที่จะช่วยเพิ่มการเติบโตด้านรายได้ ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีการลงทุนจากภาครัฐเป็นจำนวนมาก รวมถึงยังคงเดินหน้าขยายบริการรับเหมาวิศวกรรมไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงดันสูง 115 kV-500 kV ซึ่งมีความเฉพาะทาง รวมไปถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะส่งเสริมให้ธุรกิจพลังงานสะอาดของเราโตได้อีกมาก
3.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วนธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า เราจะขยายตลาดสำหรับกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้า ในระดับแรงดันกลางจนถึงแรงดันสูงเพิ่มเติม และเตรียมความพร้อมในส่วนของอุปกรณ์แรงดันต่ำสำหรับ Data Center ที่จะเข้ามา รวมถึงการช่วยรุกตลาดอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ทั่วประเทศร่วมกับ SUNGROW ผู้นำด้านอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่โซลูชั่นอันดับ 1 ของโลก อย่างปี 2568 ที่ผ่านมา เราชนะงานก่อสร้างระบบไฟฟ้าหลายโครงการ ทำให้มีแบ็กล็อกสะสมสูงถึง 8,000 ล้านบาท ส่งผลทำให้พาร์ตเนอร์ไว้ใจเราในการดำเนินการเตรียมความพร้อมด้าน Direct PPA
อย่างที่เราเข้ามาขยายในกลุ่มธุรกิจใหม่ New S-curve เราไม่ใช่แค่การเข้าไปขายไฟให้เท่านั้น เพราะโครงสร้างธุรกิจกันกุล เราสามารถบริหารจัดการตั้งแต่ในระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ระบบการใช้พลังงานภายในโครงการ รวมไปถึงการเชื่อมต่อระบบ Direct PPA ซึ่งเป็นอีกกุญแจสำคัญของการใช้พลังงานสีเขียวในพื้นที่ของ Data Center หมายความว่า เราจะเป็นทั้งผู้หาพื้นที่ให้ เตรียมการลงทุนก่อสร้าง หาไฟให้ ขายไฟให้ เป็นการทำแบบครบวงจร
และในอนาคตเราจะโตด้วยการ Joint Venture เพื่อรองรับโอกาสที่เข้ามาได้อีกมาก แผนการขยาย Ecosystem เข้าไปในธุรกิจ Data Center เพราะในแผนพัฒนาพลังงาน PDP 2024 มีการคาดการณ์ไว้ว่า พลังงานสะอาดจะมีการเติบโตจาก 22% เป็น 77% ภายในปี 2570 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าตลาดสูงถึง 8 ล้านล้านบาท และจากมูลค่าการลงทุนที่ยื่นขอลงทุนเข้ามาผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กว่า 800,000 ล้านบาท เรามองว่ามีศักยภาพที่จะเข้าร่วมได้อย่างน้อยราว ๆ 10-15% ของมูลค่าดังกล่าว จึงเป็นที่มาว่า ปีนี้เราจะลุยเรื่องนี้หนัก ๆ ก็มี 1 รายใหญ่ที่เราจะเปิดตัวความร่วมมือด้วยกันเร็ว ๆ นี้ เราจึงต้องปรับโครงสร้างการทำงานขององค์กรเพื่อเตรียมความพร้อมในการลุยส่วนที่เป็น New S-Curve
ปีนี้เราตั้งเป้ารายได้ 10,000 ล้านบาท มั่นใจเติบโต 10-15% ซึ่งถ้าดูจากผลการดำเนินงาน 9 เดือนของปี 2568 เรามีกำไรสุทธิรวม 1,309 ล้านบาท จากการดำเนินธุรกิจพลังงาน ทั้งโครงการพลังงานลมและโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้รู้ว่าเราประสบความสำเร็จมากและเป็นไปตามกรอบที่วางไว้
โดยรวมแล้วปีนี้ที่ทุกคนจะเห็นกันกุลไปในทางไหนนั้น เราจะมีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ถ้าเป็นในส่วนของต่างประเทศ เราเตรียมสรุปดีลในฟิลิปปินส์ภายในครึ่งปีแรกนี้ และการตัดสินใจปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนด้วยการถอนการลงทุนออกจากมาเลเซีย ซึ่งเรากำลังคุยอยู่ เพื่อนำเงินทุนไปหมุนเวียนในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งที่มาเลเซียเรามีโรงไฟฟ้าอยู่ ซึ่งต้องบอกว่าพอเราไปเทียบรีเทิร์นกับประเทศอื่น ๆ แล้ว เราไปปักหมุดประเทศอื่นที่เรามีสเกลดีกว่า ลงทุนในประเทศอื่นที่น่าสนใจกว่า คิดว่าประเทศฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียดนาม ไต้หวัน
เช่น ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดไฟฟ้าแบบระบบตลาดเสรี (Liberalization) ก็ยังเป็นอีกตลาดที่เราสนใจอยู่ เราชอบความเป็นญี่ปุ่น ตรงที่เขานำหน้าเราไปก่อนแล้ว ตลาดไฟฟ้าแบบเสรีมันมีความซับซ้อนมาก เราก็ขยายการลงทุนที่นี่ต่อ แต่ต้องแบบระมัดระวังและรอบคอบด้วย ตลาดนี้แข่งขันกันสูง การที่เราจะได้รีเทิร์นเหมือนในฟิลิปปินส์อาจจะทำได้ยาก เพราะฉะนั้นถ้าเราจะโต เราต้องไปแบบ Conservative นิดหนึ่ง ดังนั้น การลงทุนในญี่ปุ่นเราจะไปต่อหรือพอแค่นี้ คำตอบ คือ ไปต่อ แต่ว่าอาจจะไม่ได้เพิ่มสเกลเยอะมาก
อีกส่วนที่สำคัญ คือ การเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center แน่นอนว่าตรงนี้เราก็คาดหวังว่า ภาครัฐจะสร้างความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายที่เกี่ยวกับไฟฟ้าสะอาด แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องของนโยบายรัฐและหลักเกณฑ์การวางเงินประกันไฟฟ้าที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
เรารู้ว่าตอนนี้ภาครัฐกำลังร่างหลักเกณฑ์ให้นักลงทุนต้องวางเงินหลักประกันความเสี่ยงเรื่องการใช้ไฟฟ้าก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าจะลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จริง รัฐไม่สูญเปล่าในการลงทุนโครงข่ายไว้รองรับ เรารู้ว่า รัฐต้องการซัพพอร์ต แต่ก็กลัว เรารู้ว่ารัฐกำลังกลัวอะไรอยู่ ทั้งที่หลายประเทศไม่ได้กังวลเรื่องนี้เลยซึ่งเราก็เข้าใจว่าทุกอย่างต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่ถ้าประเมินกันจริง ๆ Base Case เราเชื่อไม่ว่าจะ Data Center หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ EV มันมีการลงทุนเข้ามาต้องใช้ไฟปริมาณมากอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น ตรงนี้รัฐสร้างไปเลย ในมุมมองภาคเอกชนควรสร้างเงื่อนไขอื่นที่เอกชน หรือ Data Center เขากลืนได้มากกว่านี้ อาจเป็นแพ็กเกจก็ได้ เงื่อนไขหลักประกันตรงนี้อาจทำให้เขาอาจจะตกใจนิดหนึ่งหรือกลืนยากนิดหนึ่ง และเอกชนก็มั่นใจว่า Data Center เมื่อขอบีโอไอแล้วเขาจะมาลงทุนจริง ๆ ด้วยเม็ดเงินที่มากอยู่แล้ว คงไม่หนีเราไปง่าย ๆ
อ่านข่าวต้นฉบับ: ‘กันกุล’ ร่วมวงลุยดาต้าเซ็นเตอร์ ปักหมุดผลิตไฟฟ้าสีเขียว 2,000 MW