ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงความปั่นป่วนในภูมิภาคตะวันออกกลาง กำลังทำให้ราคาปุ๋ยยูเรียสูงขึ้น เนื่องจากประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยและวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของโลก โดยอาจส่งผลต่อทั้งราคาปุ๋ยและธัญพืช
ความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดแคลนปุ๋ยกำลังเพิ่มสูงขึ้น จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ขยายวงกว้างมากขึ้นและปิดกั้นการขนส่งสินค้าผ่านอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและเส้นทางการขนส่งที่สำคัญ
จอร์ช ลินวิลล์ ผู้เชี่ยวชาญจาก StoneX ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและให้บริการทางการเงิน กล่าวว่า ยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด ประมาณ 1 ใน 3 ของการส่งออกทั่วโลก มาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยประเทศผู้ส่งออก 3 ใน 10 อันดับแรก ได้แก่ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่อยู่หลังช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่อิหร่านปิดอยู่ ทำให้สถานการณ์เลวร้าย
“และยิ่งไปกว่านั้น ดีมานด์ตามฤดูกาลจากสหรัฐและออสเตรเลียในขณะนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก” ลินวิลล์กล่าวเสริม
ตามข้อมูลจาก Argus บริษัทติดตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ระบุว่า ราคาปุ๋ยยูเรียที่ขายในตลาดนิวออร์ลีนส์ หนึ่งในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ราคาปรับตัวสูงขึ้นราว 50-80 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,500-2,500 บาท) ไปอยู่ที่ 520-550 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,000-17,000 บาท)
ข้อมูลจาก Argus ยังระบุว่า ในปี 2025 ออสเตรเลียนำเข้ายูเรีย 64% จากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และโอมาน
ลินวิลล์กล่าวว่า ต้องมีเหตุการณ์ใหญ่ระดับโลก ซึ่งกระทบต่อความหวาดกลัวอย่างมหาศาล จึงจะทำให้ราคาผันผวนได้เช่นนี้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ก็สมเหตุสมผล โดยนักการเมืองกล่าวว่า สงครามนี้จะยืดเยื้อหลายสัปดาห์
“ภายใน 4 สัปดาห์ข้างหน้า ซีกโลกเหนือจะอยู่ในช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ และถ้าเรือขนส่งปุ๋ยไม่เดินทางข้ามช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้ ปุ๋ยจะก็ไปไม่ทันฤดู” ลินวิลล์กล่าว
นอกจากนี้แล้ว ประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียยังผลิตก๊าซและแอมโมเนีย ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยด้วย โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม กาตาร์ปิดโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเป็นการชั่วคราว หลังได้รับผลกระทบจากโดรนอิหร่าน โดย LNG เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน
เดนนิส วอซเนเซนสกี นักเศรษฐศาสตร์การเกษตร จากธนาคารคอมมอนเวลธ์ ในออสเตรเลีย กล่าวว่า ในครั้งนี้ ผลกระทบต่อเกษตรกรน่าจะรุนแรงกว่าตอนที่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ซึ่งก็ทำให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้นเช่นกัน
“ในครั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาธัญพืชก็พุ่งสูงขึ้นด้วยเพราะยูเครนเป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญ แต่ครั้งนี้เนื่องจากอิหร่านไม่ได้ผู้ส่งออกข้าวสาลี จึงคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าธัญพืช และราคาน่าจะทรงตัว” วอซเนเซนสกีกล่าว
อย่างไรก็ดี วอซเนเซนสกียังระบุว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นขณะที่รายได้เท่าเดิม จะทำให้กำไรลดลง และหากข้อจำกัดด้านอุปทานยืดเยื้อ การแข่งขันจะผลักดันให้ราคาสูงขึ้นและผลักให้เกษตรกรบางรายต้องออกจากตลาด โดยผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงปุ๋ยได้จะมีผลผลิตลดลง โดยเกษตรกรมี 2 ทางเลือก คือ ไม่หันไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนน้อยกว่า ก็ได้รับผลผลิตที่ลดลง
อ้างอิง : Nikkei Asia, Bloomberg
อ่านข่าวต้นฉบับ: ทำไมราคาปุ๋ยสูงขึ้น สมรภูมิอิหร่านกระทบยันเกษตรกร