คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
การสู้รบในตะวันออกกลางลุกลามขยายตัวอย่างรวดเร็วยิ่ง หลังจากสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลผนึกกำลังกันส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดอิหร่าน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การโจมตีตอบโต้จากอิหร่านก็ครอบคลุมไปทั่วภูมิภาค จนหลายประเทศต้องประกาศปิดน่านฟ้าอย่างน้อยบางส่วนเพื่อความปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้น ทางการอิหร่านยังประกาศผ่านระบบวิทยุไปยังเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำว่า ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแล้ว
ช่องทางเดินเรือแคบ ๆ กว้างเพียง 2 ไมล์ ที่เรียกว่า “ช่องแคบฮอร์มุซ” นั้นมีความสำคัญเหลือหลายต่อเศรษฐกิจโลก เพราะเป็นช่องทางผ่านของน้ำมันดิบจำนวนมากถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว ๆ 1 ใน 5 ของปริมาณที่ทั้งโลกใช้ทั้งหมด แถมยังเป็นเส้นทางเดินเรือสินค้าสำคัญอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญการค้าโลกถึงกับยอมรับว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในระดับโลกขึ้นได้ไม่ยากเย็นนัก
แม้จะกว้างเพียงแค่ 2 ไมล์ แต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซก็ไม่ได้ทำได้โดยง่าย กระนั้นในความเป็นจริงก็คือ ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องปิดตายช่องแคบแห่งนี้แต่อย่างใด เอาเพียงแค่ระดับภัยคุกคามเพิ่มสูงขึ้น บรรดาบริษัทเดินเรือพาณิชย์ทั้งหลายก็จะสั่งการให้เรือในสังกัดเลี่ยงเส้นทางนี้ทันที เหมือนอย่างที่ ฮาแพก ลอยด์ และ ซีเอ็มเอ ซีจีเอ สั่งการให้เรือในสังกัดในตอนนี้ ระงับการเดินเรือผ่านช่องแคบและนำเรือเข้าสู่ที่กำบังที่ปลอดภัย จำนวนเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้จึงลดลงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว
จุดหมายปลายทางหลัก ๆ ของเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อินเดียซึ่งนำเข้าน้ำมันราวครึ่งหนึ่งที่ใช้อยู่ในประเทศมาจากตะวันออกกลางก็จำเป็นต้องพึ่งพาช่องแคบแห่งนี้ และเริ่มประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำมันแล้ว ประเทศเหล่านี้ย่อมได้รับผลกระทบทั้งหมด
ถ้าไม่ใช่จากปริมาณเชื้อเพลิงที่จัดส่งไปถึงประเทศตนน้อยลงก็กระทบจากราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นในทันที ส่วนจะกระทบมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละประเทศมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่โตเพียงใด ก่อนเกิดการขาดแคลน
ที่น่าสนใจก็คือ น้ำมันและก๊าซของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่ได้ต้องผ่านฮอร์มุซทั้งหมด ทั้งสองประเทศยังมีช่องทางลำเลียงผ่านท่อลำเลียง ที่สามารถอ้อมผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ราว 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นเพียงแค่ส่วนเสี้ยวของที่ปกติส่งผ่านฮอร์มุซในแต่ละวันเท่านั้นเอง
ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการค้าน้ำมันออกมาประเมินแล้วว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง ระดับราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าทางโอเปกจะออกมาประกาศเพิ่มการส่งผลผลิตสู่ตลาดแล้วก็ตามที
ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคเพราะต้องใช้น้ำมันเติมรถยนต์และทำความอบอุ่นให้ตัวบ้าน ทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต ยิ่งปิดนานเท่าใด ความเสียหายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
นอกเหนือจากการเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในแง่ของการปิดกั้นน้ำมันและห่วงโซ่การผลิตแล้ว บริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สงครามจะลุกลามขยายตัวออกไปมากยิ่งขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างสามารถอ้างเอาการคุ้มครองการเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้เป็นเหตุผลในการโจมตีอีกฝ่ายได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันของชาติหนึ่งชาติใด ถูกโจมตีจนจมลงในพื้นที่นี้
ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งจึงเชื่อว่า อิหร่านเองอาจตัดสินใจไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะไม่เป็นผลดีต่อคณะผู้ปกครองของอิหร่านเอง ซึ่งถึงแม้จะเป็นไปได้ แต่ความตึงเครียดในระดับที่เป็นอยู่ หากยืดเยื้อยาวนานออกไปก็สามารถส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งโลกได้เช่นเดียวกัน
นักวิเคราะห์บางกลุ่มถึงกับเชื่อว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง โลกจะเกิดวิกฤตการณ์พลังงานแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อโลกอาหรับบอยคอตไม่ขายน้ำมันให้กับชาติตะวันตก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งเกินกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แต่นักวิเคราะห์อีกส่วนกลับไม่เชื่อว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นไปถึงขนาดนั้น เหตุผลเพราะ โอเปกพลัส ไม่น่าจะอยู่เฉย ๆ ได้ในกรณีดังกล่าว และอิหร่านเองก็ต้องการใช้ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อส่งออกน้ำมันดิบของตนเองเช่นเดียวกัน ดังนั้นราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขนาดไหนขึ้นอยู่กับว่า เกิดอะไรขึ้นกับช่องแคบฮอร์มุซนานแค่ไหนเป็นสำคัญ
อ่านข่าวต้นฉบับ: สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตเศรษฐกิจโลก
