สองข้อกล่าวหาลวงลงทุนคริปโต Crypto Scam สะท้อนภาพขาลงของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ที่วงจรการหลอกลวงหดสั้น เคสลวงผุด และแนวโน้มการหลอกลวงใหม่ระดับอุตสาหกรรมและด้วยโปรไฟล์เลิศหรู
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการลวงลงทุน ซึ่งความเสียหายเบื้องต้นราว 1.4 พันล้านบาท ได้แก่ กรณีของอดีตผู้บริหารกองทุน KXVC ในเครือ KBTG ของธนาคารกสิกรไทย และล่าสุดคือสามีนักแสดงช่องดิจิทัล แต่ต้องเน้นย้ำว่ายังเป็นการกล่าวหา ด้วยยังอยู่ในขั้นตอนการร้องเรียนและยังเหลือกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอน
กรณีแรก เกี่ยวข้องกับอดีตผู้บริหาร KXVC กองทุนเวนเจอร์ของ KBTG ในเครือธนาคารกสิกรไทย ซึ่งในตอนนี้มีการเปิดเผยชื่อ จอม KXVC ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งและชื่อของ KXVC เพื่อหลอกลวงนักลงทุนให้ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี โดยอ้างว่ามี “โควตาส่วนตัว” ในการซื้อเหรียญตั้งแต่ต้นน้ำของโปรเจ็กต์ดัง ๆ เช่น Monad, Babylon และ Linera ในช่วงตั้งไข่
KXVC ได้ออกแถลงการณ์เตือนนักลงทุนว่า “กัมปนาท” ไม่ได้ทำงานกับ KXVC แล้วตั้งแต่ 31 มี.ค. 2568 และทางกองทุนไม่มีการระดมทุนจากบุคคลภายนอก ดังนั้นการชักชวนลงทุนจึงเกิดในนามส่วนตัว นอกจากนี้ โปรเจ็กต์ที่ถูกอ้างถึงยังออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับกัมปนาท
ด้วยโปรไฟล์ระดับผู้บริหารกองทุนเวนเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการเงินด้วยตรงนี้ รายงานเบื้องต้น ระบุว่ามีผู้เสียหายอย่างน้อย 20 ราย จากไทย สิงคโปร์ เวียดนาม และสหรัฐ มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท
กรณีที่สอง นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม พากลุ่มผู้เสียหายจำนวนมากเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อดำเนินคดีกับนักธุรกิจชื่อดัง สามีของนางเอกสาวสังกัดช่องดิจิทัล หลังถูกหลอกลงทุนสกุลเงินดิจิทัล มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,386 ล้านบาท
นายแทนคุณระบุว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อร่วมลงทุนในเหรียญสกุลเงินดิจิทัลชื่อ “WOWBiT” และ “ACET ONLY” โดยมี นายเอเป็นผู้ชักชวน อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูงหลายเท่าของเงินลงทุน แต่เมื่อถึงกำหนดสัญญา (1 มี.ค. 2569) ผู้เสียหายกลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ โดยมีการอ้างว่า “ระบบถูกแฮก” และติดปัญหากฎหมายฟอกเงินระหว่างประเทศ
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า นายเอเคยถูกออกหมายจับข้อหาฉ้อโกงประชาชนมาแล้วในปี 2568 ปัจจุบันพบเบาะแสว่า หลบหนีไปเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
รายงานระบุอีก นายเอมีการสร้างและใช้โปรไฟล์เทรดเดอร์ผู้เชี่ยวชาญและมีการชักชวน-เปิดคอร์สลงทุนตั้งแต่ยุคที่การเทรดค่าเงินเฟื่องฟู จนมาถึงยุคที่มีการออกโทเค็นดิจิทัลเพื่อการลงทุน (ICO) รวมถึงยุค DeFi บูมในช่วงขาขึ้นของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลรอบที่ผ่านมา (2563-2564)
เมื่อเร็ว ๆ นี้นายเอได้โชว์โปรไฟล์หรูว่าถือครอง Bitcoin ระดับหมื่นล้านบาท และพร้อมให้การสนับสนุนหากรัฐบาลไทยต้องการตั้งกองทุนสำรองบิตคอยน์ และมีการถ่ายรูปคู่กับอดีตนายกรัฐมนตรีเผยแพร่สื่อหลายสำนัก และระบุด้วยว่ามีการลงทุนในหลายธุรกิจรวมถึงอสังหาฯ ในดูไบ
หนึ่งในผู้เสียหายเปิดเผยว่า หลงเชื่อเพราะนายเอสร้างภาพลักษณ์เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโต ที่รวยที่สุดในไทย มักลงภาพคู่กับบุคคลระดับโลกและอดีตนายกรัฐมนตรี
“บางคนเอาเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุนเพื่อหวังนำไปรักษามะเร็ง แต่สุดท้ายเงินหายจนเสียชีวิตไปก็มี ขณะที่คนโกงกลับไปอยู่สุขสบายที่ดูไบ แถมยังส่งข้อความมาด่าทอผู้เสียหายว่า ‘โง่’ และข่มขู่ว่าฟ้องไปก็ไม่ชนะ”
นายแทนคุณมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายความผิดหลายกระทง ได้แก่ :
ทั้งนี้ สาเหตุที่คดีล่าช้า เนื่องจากพนักงานสอบสวนมีการโยกย้ายตามวาระ ทำให้สำนวนขาดความต่อเนื่อง ประกอบกับผู้เสียหายบางส่วนไม่ได้เก็บหลักฐานสำคัญไว้ตั้งแต่ต้น ปัจจุบันพบว่าเว็บไซต์และกลุ่มโซเชียลของนายเอยังคงมีการเคลื่อนไหวชักชวนคนให้มาร่วมลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การหลอกลวงลงทุน โดยอ้างสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซี (Crypto Scam) มักมีสองรูปแบบคือการลวงเอากระเป๋าคริปโต-โจมตีบัญชี และหลอกลวงให้ลงทุนในคริปโตผ่านโบรกเกอร์ปลอม หรือรับฝากลงทุนโดยตรง ตามเทรนด์ของการลงทุนขณะนั้นตั้งแต่ฟอเร็กซ์ ทองคำ หุ้นสหรัฐ จนล่าสุด “คริปโต” เป็นหัวข้อที่ได้รับการนำไปใช้หลอกมากที่สุด เพราะความผันผวนที่เย้ายวนและเทคโนโลยีการเงินใหม่นี่เริ่มจะได้รับการยอมรับจากกองทุนใหญ่ทั่วโลก
อีกประการคือการตั้งโปรเจ็กต์ขายฝันในลักษณะนำเงินนักลงทุนไปหมุนต่อในสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ หรือเหรียญมีม ซึ่งเป็นกระแสในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับวัฏจักรขาลงของคริปโตเคอร์เรนซีในช่วงปี 2565 ที่ทำให้โปรเจ็กต์ขายฝันเหล่านี้ไปต่อไม่ได้เมื่อสภาพคล่องในสินทรัพย์ดิจิทัลเหือดแห้ง ทำให้เริ่มปิดตัว ลูกค้าถอนเงินไม่ได้ นำไปสู่การฟ้องร้อง และดำเนินคดีตั้งแต่คดีเล็ก ๆ ไปจนถึงความเสียหายใหญ่โตระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นคดี Do Kwan จาก Terra LUNA, แซม แบงก์แมนฟราย จาก FTX รวมถึงเคสที่ไทยอย่าง Zipmex ล้วนเป็นผลกระทบจากขาลงของตลาดคริปโต ที่ทำให้โปรเจ็กต์ที่ “ไม่โปร่งใส” ไปต่อไม่ได้ และความผิดเริ่มปรากฏ
ข้อมูลจาก Chainalysis 2026 Crypto Crime Report ระบุว่า ค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อการโอนเงินให้มิจฉาชีพเพิ่มขึ้นถึง 253% ยิ่งตลาดอยู่ในช่วงขาลงทำให้วงจรการหลอกลวงแบบ Pig Butchering, Romance Scam และการ Rug Pull หรือ “ชักดาบ” เกิดขึ้นเร็วขึ้น และมากขึ้น ทำให้การรายงานความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น
รายงานระบุด้วยว่า มิจฉาชีพปรับตัวจากการหลอกรายย่อยจำนวนมาก มาเป็นการใช้เทคนิค Industrialized Fraud ที่มีความซับซ้อนและเจาะจงเหยื่อที่มีกำลังทรัพย์สูงมากขึ้น
มิจฉาชีพยังหันไปใช้เทคโนโลยี AI Deepfake และ Voice Cloning เพื่อปลอมเป็น CEO หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแบบเร่งด่วน
การหลอกลวงประเภท Impersonation (ปลอมตัว) พุ่งสูงขึ้นถึง 1,400% ในช่วงต้นปี 2569
การฉ้อโกง แบบชวนลงทุนโดยตรง โดยอ้างลงทุนในคริปโต ผ่านแชต ผ่านโรมานซ์สแกม ฯลฯ จึงมีทิศทางไปทางเดียวกับขาลงของตลาดคริปโต
ด้วยในรอบ 5-6 เดือนมานี้ ตลาดคริปโตได้รับความกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ จากกราฟรายเดือน ปรากฏแท่งแดงแสดงการเทขายและมูลค่าร่วงลงยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยบันทึก
ในภาพของประเทศไทย จากข้อมูลสถิติแจ้งความออนไลน์ของตำรวจไซเบอร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า อันดับความเสียหายการหลอกลงทุนเป็นอันดับ 1 ในแง่มูลค่ายังคงเป็นอันดับ 1 (เสียหายเฉลี่ยสัปดาห์ละ 120 ล้านบาท) โดยก่อนหน้านี้ทางตำรวจเน้นย้ำว่าไม่ว่าจะลวงลงทุนรูปแบบใด เงินมักจะไหลออกทางคริปโตเสมอ
ในปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) ความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ ราว 3,400-4,123 ล้านบาท
ขณะที่ปี 2569 เฉพาะเดือน ม.ค. ความเสียหายพุ่งราว 1.2 หมื่นล้านบาท
Chainalysis ประเมินสถิติภาพรวมทั่วโลกด้วยว่า มูลค่าความเสียหายจาก Crypto Scam ในปี 2568 สูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มว่าในปี 2569 จะรุนแรงขึ้นจากการใช้ AI ช่วยหลอกลวง และ “ผู้หญิงวัยทำงาน” เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่ออันดับ 1 ในช่วงต้นปี 2569 นี้
อ่านข่าวต้นฉบับ: เปิดมุมจากเคสจอม KXVC-สามีดารา ลวงลงทุนคริปโตระดับพันล้านด้วยโปรไฟล์เลิศ