ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุระบบซื้อขายยังทำงานได้ตามปกติท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง เครื่องมือกำกับตลาดทั้ง Circuit Breaker-Dynamic Price Band-Ceiling & Floor ยังเพียงพอคุมความผันผวน ชี้สถานการณ์ความตึงเครียดในปัจจุบันยังไม่กระทบเศรษฐกิจโลกหมือนช่วงโควิด-19 พร้อมพิจารณามาตรการพิเศษเพิ่มเติมหากรุนแรงขึ้น ย้ำพื้นฐานตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่ง เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้ายังเป็นบวก
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดูแลเสถียรภาพของตลาดทุนท่ามกลางความผันผวนจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง กลไกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไทยยังคงทำงานได้ตามปกติ แม้ในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมาโลกเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดคิดหลายครั้ง หรือที่มักเรียกว่า “Black Swan Event” ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมือง ภัยธรรมชาติ หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ระบบการซื้อขายของตลาดยังสามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในภารกิจสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับความผันผวนได้อย่างราบรื่น (Seamless Infrastructure) ซึ่งที่ผ่านมาแม้ตลาดจะเผชิญความผันผวนสูง แต่กลไกการซื้อขายยังคงทำงานได้ตามปกติ
ในด้านมาตรการดูแลตลาด ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์มีเครื่องมือสำคัญ เช่น Circuit Breaker ที่กำหนดระดับการหยุดพักการซื้อขายไว้ที่ดัชนีปรับตัวลดลง 8%, 15% และ 20% ตามลำดับ รวมถึงมาตรการ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band ของหุ้นแต่ละตัว ซึ่งช่วยจำกัดความผันผวนในตลาด โดยในช่วงที่ผ่านมาแม้ตลาดมีความผันผวน แต่ยังไม่พบหุ้นขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวเกินกรอบดังกล่าว สะท้อนว่ากลไกตลาดทุนไทยยังมีเสถียรภาพและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล
โดยการใช้ Circuit Breaker ที่ระดับ 8% ซึ่งถูกนำมาใช้จริงในช่วงที่ผ่านมา มองว่าเป็นกลไกที่ทำงานได้เหมาะสม โดยในวันดังกล่าวตลาดหยุดพักการซื้อขายเพื่อให้นักลงทุนมีเวลาประเมินข้อมูลและสถานการณ์ ก่อนกลับมาซื้อขายอีกครั้ง และท้ายที่สุดดัชนีปิดตลาดลดลงประมาณ 4% เท่านั้น จึงถือว่ากลไกดังกล่าวช่วยลดความตื่นตระหนกในตลาดได้
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีแผนปรับระดับ Circuit Breaker แต่ตลาดหลักทรัพย์ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์พร้อมประชุมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมได้ตลอดเวลาหากจำเป็น โดยมาตรการดังกล่าวยังสอดคล้องกับตลาดต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ใช้ระดับ 8% เป็นจุดเริ่มต้นของ Circuit Breaker เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงถึงระดับ 20% จะมีการหยุดการซื้อขายนานถึง 1 ชั่วโมง ตามระบบ Circuit Breaker ที่มี 3 ระดับ ขณะเดียวกันยังมีกลไกอื่นประกอบ เช่น Dynamic Price Band และกรอบราคา Ceiling & Floor ของหุ้นรายตัว ซึ่งช่วยจำกัดความผันผวนในตลาดได้อีกชั้นหนึ่ง
นายอัสสเดช ระบุว่า หากสถานการณ์รุนแรงจนถึงระดับดังกล่าว ปัญหาทางเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์ภายนอกอาจมีความรุนแรงมากกว่าตัวตลาดทุนเอง อย่างไรก็ตาม มาตรการทั้งหมดของตลาดเคยผ่านการทดสอบมาแล้ว และสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่รุนแรงเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตโควิด-19 เพราะในช่วงโควิดเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันยังเป็นความเสี่ยงเฉพาะบางภูมิภาค
ในอดีตเคยมีกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ตัดสินใจปิดการซื้อขายชั่วคราว เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากในกรุงเทพฯ ต้องออกจากอาคารและอยู่บนท้องถนน ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงระบบซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนไม่สามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ โดยในกรณีดังกล่าว คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์จึงตัดสินใจปิดตลาดในช่วงบ่ายของวันนั้น เพื่อป้องกันความไม่เป็นธรรมในการซื้อขาย ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมของตลาดหรือเสถียรภาพของระบบซื้อขาย
“คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ มีความพร้อมที่จะเรียกประชุมเพื่อพิจารณามาตรการเพิ่มเติมทันที แต่จากการประเมินสถานการณ์ของตลาดการเงินทั่วโลกในขณะนี้ ยังไม่พบสัญญาณว่าตลาดหุ้นจะเผชิญเหตุการณ์รุนแรงจนต้องใช้มาตรการพิเศษดังกล่าวในระยะนี้” นายอัสสเดชกล่าว
สำหรับแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้ แม้มีปัจจัยใหม่จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่สัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนแต่ละกลุ่มยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยตลาดหลักทรัพย์ยังคงติดตามพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายบุคคล นักลงทุนสถาบัน หรือการใช้โปรแกรมเทรดดิ้ง เพื่อป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาด
ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ พบว่าสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30% ในปีก่อน มาอยู่ที่ราว 37% ในปัจจุบัน สะท้อนว่าต่างชาติยังคงมีการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในตลาดไทย แม้ในบางช่วงจะมีแรงขายระยะสั้น โดยข้อมูลล่าสุดตั้งแต่ต้นปียังคงเป็นเงินทุนไหลเข้าสุทธิ และในบางวันของความผันผวนสูง เช่น วันที่ตลาดใช้ Circuit Breaker ยังพบว่านักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิในตลาด ซึ่งสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของเงินทุนยังมีทั้งจังหวะซื้อและขายตามภาวะตลาด
โดยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดในภูมิภาค ตลาดทุนไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยรองรับความผันผวนได้ เช่น มูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในระดับเหมาะสม เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างมั่นคง อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ที่อยู่ในระดับน่าสนใจ รวมถึงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ
อีกทั้งโครงสร้างตลาดหุ้นไทยยังมีความหลากหลายของอุตสาหกรรม ไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเกินไป และไม่ได้อยู่ในภาวะฟองสบู่ของธีมการลงทุนใดเป็นพิเศษ เช่น เทคโนโลยีหรือ AI ขณะเดียวกัน ตลาดไทยยังเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องและความเชื่อมั่นในระยะยาว
ในประเด็นที่นักลงทุนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ช่วงที่ตลาดหุ้นยังไม่เปิดทำการ เช่น กรณีที่ดัชนีฟิวเจอร์สปรับตัวลงแรงก่อนตลาดหุ้นเปิด นายอัสสเดชชี้แจงว่าเป็นกลไกของผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่สะท้อนมุมมองคาดการณ์ของนักลงทุนต่อเหตุการณ์ในอนาคต และเมื่อการซื้อขายในตลาดหุ้นเปิดจริง ราคามักปรับกลับเข้าสู่ระดับที่สอดคล้องกับตลาด
สำหรับมาตรการกำกับดูแลตลาดอนุพันธ์เพิ่มเติม เช่น การกำหนด Circuit Breaker รายผลิตภัณฑ์ ยังไม่เห็นความจำเป็นในขณะนี้ เนื่องจากตลาดอนุพันธ์ถูกออกแบบมาเพื่อใช้บริหารความเสี่ยงหรือทำ Hedging จากความผันผวนของตลาด
นายอัสสเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาโครงสร้างการนำเข้าพลังงานของไทย พบว่าการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 50% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่อีก 50% มาจากแหล่งอื่น เช่น ประเทศในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา หรือประเทศผู้ส่งออกอื่น ๆ รวมถึงก๊าซ LNG ที่มีสัดส่วนจากตะวันออกกลางเพียงประมาณ 10-20% เท่านั้น
ดังนั้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อภาคพลังงานของไทยอาจอยู่ในระดับจำกัด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่ม ขณะที่บางธุรกิจอาจได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังต้องติดตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งการอ่อนค่าของดอลลาร์ก็อาจส่งผลต่อบริษัทจดทะเบียนในลักษณะที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ยังสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ เพราะข้อมูลจากบริษัทจดทะเบียนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปิดที่ระดับ 1,528.26 จุด เพิ่มขึ้น 15.3% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 21.3% จากต้นปี โดยการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในเดือนกุมภาพันธ์ได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าของนักลงทุนต่างประเทศ หลังความชัดเจนของผลการเลือกตั้งภายในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทย ประกอบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดย GDP ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่คาดไว้ราว 0.3% และมีปัจจัยที่น่าสนใจคือการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตถึง 6.5% ซึ่งสะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของการลงทุนในประเทศ แม้ยังต้องติดตามรายละเอียดจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่อไป
ปัจจัยต่างประเทศก็มีส่วนสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน โดยศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยว่าการใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้างเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ Trade Act of 1974 จัดเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนปรับขึ้นเป็น 15% ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าอัตราที่เคยใช้ภายใต้กฎหมาย IEEPA โดยหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร อยู่ในระดับเดียวกัน ทำให้การแข่งขันด้านภาษีอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ขณะที่สินค้าส่งออกของไทยจำนวนหนึ่งยังได้รับการยกเว้นภาษี จึงทำให้ไทยยังคงได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซีย
ดัชนีอุตสาหกรรมทุกกลุ่มในตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี MSCI Thailand อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้นักลงทุนเข้าสู่ภาวะ Risk-Off ลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและโยกเงินไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้น โดยตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนในระยะสั้น แต่จากประสบการณ์ในอดีต SET Index มักแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วจากเหตุการณ์วิกฤตต่าง ๆ และตลาดหลักทรัพย์ยังมีมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่พร้อมนำมาใช้หากจำเป็น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการประเมินข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของตลาดหลักทรัพย์และตลาด mai อยู่ที่ 72,999 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 59,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในเดือนกุมภาพันธ์ 54,560 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์มีการซื้อสุทธิรวม 58,905 ล้านบาท
โดยผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ 51.74% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ขณะที่ผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศมีสัดส่วน 32.79% ส่วนผู้ลงทุนสถาบันในประเทศและบริษัทหลักทรัพย์มีสัดส่วน 8.79% และ 6.68% ตามลำดับ
ด้านมูลค่าพื้นฐานของตลาด Forward P/E ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 16.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นเอเชียที่ 15.1 เท่า ขณะที่ Historical P/E อยู่ที่ 17.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียที่ 18.6 เท่า ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 3.68% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดเอเชียที่ 2.67%
ในด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ เดือนกุมภาพันธ์มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีเงินทุนไหลเข้าสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศที่ติดตาม รองจากไต้หวัน สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยเคยอยู่ในภาวะ undervalue ในช่วงที่ผ่านมา และเริ่มมีปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง
สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอาจเกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และการหยุดชะงักของระบบขนส่งหรือการท่องเที่ยว โดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน ขณะเดียวกันตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างสูง จึงอาจมีทั้งบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่ปรับขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งคือผลกระทบผ่านเงินเฟ้อ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิต หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยในอนาคต อย่างไรก็ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้านี้ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดทุนและช่วยรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนผลกระทบต่อการขนส่งและการท่องเที่ยวอาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงด้านการบินหรือเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามประเทศไทยผ่านช่วงไฮซีซันด้านการท่องเที่ยวไปแล้ว จึงช่วยลดความเสี่ยงในระยะสั้นได้บางส่วน
ทั้งนี้ แม้ในช่วงต้นเดือนมีนาคมจะเริ่มเห็นแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติราว 13,000 ล้านดอลลาร์ แต่ยังถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับเงินทุนที่ไหลเข้าในช่วงก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับระดับดัชนีตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดล่าสุด ดัชนีปรับลดลงประมาณ 10.5% แต่ยังให้ผลตอบแทนบวกประมาณ 8.5% จากต้นปี และถือเป็นตลาดที่ปรับตัวดีเป็นอันดับสามในภูมิภาค รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน
อ่านข่าวต้นฉบับ: ตลาดหลักทรัพย์ฯ มั่นใจเครื่องมือคุมผันผวนตลาดยังเอาอยู่ พร้อมงัดมาตรการพิเศษหากจำเป็น