คอลัมน์ : Politics policy people forum
แม้พรรคภูมิใจไทย สลัดภาพจากพรรคภูธร เป็นพรรคที่มีคลาสขึ้นในสายตาโหวตเตอร์ หลังได้ 3 คนนอก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ-ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เข้ามาเป็นตัวชูโรงการเมืองสีน้ำเงิน
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคภูมิใจไทย มีรากฐานจากการทำการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” เริ่มต้นจากการเป็นพรรคการเมืองภูธร มีเมืองหลวงคือ “บุรีรัมย์”
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยอธิบายการทำการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ว่าเป็นสไตล์บ้านใหญ่
“ยุทธศาสตร์พรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่ปี 2562 มาจากการดีลกับการเมืองท้องถิ่น คุยไว้ว่าเรายึดท้องถิ่น แล้วไปยึดระดับชาติร่วมกัน โมเดลนี้เห็นชัดในภาคใต้ฝั่งอันดามัน”
“ทำไมเขาได้ สส.แถวนั้นหมด กระบี่ พังงา ระนอง คือ เขาไปดีลกับนักการเมืองท้องถิ่นว่าใครจะขึ้น แล้วไปดีลกัน ถ้าได้อาณาเขตตรงนี้เอาเก้าอี้รัฐมนตรีไป 1 ตำแหน่ง”
“ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยสร้างมาด้วยระบบแบบนี้ มากับสไตล์บ้านใหญ่แท้ ๆ เอาเครือข่าย ฐานพลังของตัวนักการเมืองในเขต เอาทรัพยากรจากพรรคเติมให้ แล้วลุยเลย เวลาเจาะไม่ต้องโกยมาเป็น 100 คน วางเป้าไปเลย เกรดเอ เกรดบี เกรดซีเท่าไหร่”
ผลจากการเป็นพรรคการเมืองสไตล์บ้านใหญ่ ที่สามารถดึงบ้านเกือบทุกหลังมารวมไว้ใต้ชายคาสีน้ำเงิน นับตั้งแต่ลงนาม MOA กับพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทยก็กลายเป็นดาวฤกษ์ ไม่ใช่ดาวบริวารอีกต่อไป
หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มี สส.มากที่สุดในสภา 191 เสียง เมื่อนับ “บ้านใหญ่การเมือง” ในพรรคสีน้ำเงิน ชำแหละออกได้ อาทิ บ้านที่มีบารมีที่สุด คือ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ของครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ” เป็นผู้นำจิตวิญญาณ ส่วนบ้านใหญ่ที่ถูกนับว่าเป็น “เลือดแท้” กลุ่มบ้านใหญ่ศรีสะเกษ ตระกูลไตรสรณกุล กับตระกูลอังคสกุลเกียรติ ที่ครองเก้าอี้ศรีสะเกษ ได้ 4 จาก 9 เขต บ้านใหญ่ปริศนานันทกุลแห่งอ่างทอง
บ้านใหญ่รัชกิจประการ ที่นำโดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ ขุนพลภาคใต้ บ้านใหญ่บึงกาฬ นำโดยทรงศักดิ์ ทองศรี ดูแลอีสานเหนือ สู้กับฝั่งเพื่อไทย ทั้ง จ.อุดรธานี หนองคาย นครพนม บ้านใหญ่ไทยเศรษฐ์ ของชาดา ไทยเศรษฐ์ กลุ่มบ้านใหญ่อยุธยา “พันธ์เจริญวรกุล”
บ้านใหญ่ที่มาใหม่ประกอบร่างอัพเกรดเป็น ภูมิใจไทยพลัส อาทิ กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น กลุ่มบ้านใหญ่สุพรรณบุรี ตระกูลศิลปอาชา กลุ่มบ้านใหญ่เพชรบูรณ์ ของตระกูลพร้อมพัฒน์ กลุ่มบ้านใหญ่นครปฐม ตระกูลสะสมทรัพย์
เมื่อพรรคภูมิใจไทย สามารถครองอำนาจในฝ่ายบริหาร พร้อมกับคุมสภาล่างด้วยการเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล 291 เสียง การขับเคลื่อนวาระกฎหมาย เพื่อทำให้ตอบโจทย์ประชาชน หวังโกยแต้มอยู่ยาว 4 ปี ผ่านการออกกฎหมาย
พรรคที่ได้ชื่อว่าพรรคสีน้ำเงิน จึงวางเกม “นิติบัญญัตินำบริหาร” ผลักดันกฎหมายหลายฉบับ เพื่อผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน ตามสโลแกน “พูดแล้วทำ”
แต่หนึ่งในกฎหมายหลายฉบับที่น่าจับตา คือ กฎหมายที่มีชื่อว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระบบภาษีเงินได้และการบริจาคเงินเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือ พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน
ซึ่งพรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าให้เสร็จภายใน 6 เดือน โดยวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เพื่อให้ท้องถิ่นหารายได้ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือกสนับสนุนภาษี 30% ให้บ้านเกิดของตัวเอง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน
เพราะหัวใจสำคัญของร่างกฎหมายระบุไว้ในร่างกฎหมายมาตรา 7 ที่ระบุว่า “ให้การบริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้ในการจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น เป็นวิธีการหนึ่งที่จำเป็นในการพัฒนาและสนับสนุนเสถียรภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และถือเป็นรายจ่ายเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด”
เท่ากับว่า หากผลักดันกฎหมายนี้สำเร็จ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เป็นฐานการเมือง “บ้านใหญ่” ก็จะได้เม็ดเงินนี้ไปบริหาร เข้าคอนเซ็ปต์ พรรคท้องถิ่นนิยม
โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ถูกจัดทำ “ตั้งไข่” ไว้ตั้งแต่พรรคภูมิใจไทย ยังเป็นเพียงแค่พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทย
แม้จะมีช่วงที่พรรคภูมิใจไทยต้องพลิกไปเป็นฝ่ายค้าน แต่เพียงไม่นาน “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็กลับเข้าสวมหัวสิงห์ แต่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้เป็นนายกรัฐมนตรี
กฎหมายถูกร่างโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ดังนั้น เมื่อรัฐบาลภูมิใจไทยเข้าบริหารประเทศ กฎหมายฉบับนี้จะถูกชงผ่านคณะรัฐมนตรี และตรงสู่ห้องประชุมสภาที่มีพรรคภูมิใจไทยครองเสียงข้างมาก โดยมีกลไก สว.ที่ปกคลุมโดย สว.สีน้ำเงินคอยสนับสนุน
“ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ประเมินตามตัวเลขว่า เมื่อให้ประชาชนบริจาคภาษีนิติบุคคล 30% ซึ่ง 30% ของภาษีนิติบุคคลคือ 195,000 ล้านบาท เม็ดเงินนี้จะนำไปกระจายสู่ท้องถิ่น ให้อำนาจผู้เสียภาษีสามารถกรอกได้ว่าอยากจะบริจาคไปพัฒนาท้องถิ่นใด ๆ จำนวนเท่าไหร่ ในแต่ละปีได้ด้วยตัวเอง
ขณะที่ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บ้านใหญ่บึงกาฬ ชี้ให้เห็นคอนเซ็ปต์กฎหมายว่า “ท้องถิ่นเขาพูดกัน 2 เรื่อง คือ อำนาจในการบริหารจัดการ 100% ไม่ต้องอิงส่วนกลางได้ไหม เขาเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง เช่น กฎหมายการกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ ถ้าไม่ให้ไป มันทำไม่ได้ การถ่ายโอนที่ไม่ครบ เช่น ไม่มีคนให้ ไม่มีงบประมาณให้
“เรื่องเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน ในการพัฒนาประเทศ ทำอย่างไรให้ท้องถิ่นได้มีเงินเข้าไปเสริม จึงมีนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน เป็นแนวคิดที่ทำให้ท้องถิ่นได้เงินเพิ่ม”
นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น 3 ฉบับ ที่พรรคภูมิใจไทย เสนอไว้ในสภาสมัยที่แล้ว ยุครัฐบาลเพื่อไทย เมื่อวันนี้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล คณะรัฐมนตรี จะต้องมีมติให้สภานำร่างกฎหมายกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ประกอบด้วย 1.ร่างพ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ…. ร่างที่ 2 เป็นร่าง พ.ร.บ.สภาตําบล และองค์การบริหารส่วนตําบล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ร่างที่ 3 ร่างพ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีหัวใจสำคัญคือ การปรับอายุของผู้บริหารท้องถิ่น จากเดิมผู้มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งต้องมีอายุ 35 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง
หากร่างกฎหมายทั้งหมดที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันสำเร็จตามเป้า ท้องถิ่นนิยมก็จะเฟื่องฟู ตัวแบบ “บุรีรัมย์โมเดล” จะขยายไปทั่ว
อ่านข่าวต้นฉบับ: ภูมิใจไทย เติมฐานบ้านใหญ่ เคลื่อนกฎหมาย เดินหน้า ‘ท้องถิ่นนิยม’